Page 10 - ประวัติ พระอนุสาวรีย์ พระตำหนัก ศาลพระรูป ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงค์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์
P. 10

ก – ๘


                                             ื่
               ทรงปีนหลังคาแล้วท าการรื้อ เพอจะตัดต้นไฟด้วยพระองค์เอง จนถึงกับประชวรพระวาโย ๒ ครั้ง
               พลตรี กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และรั้งต าแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ได้ถวาย
                                              ื่
               รายงาน ขอพระราชทานบ าเหน็จ เพอเป็นเยี่ยงอย่างแก่นายทหารและพลทหารในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จ
                                                            ุ
               พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงชมเชยในความอตสาหะและความกล้าหาญ แต่ยังไม่ทรงเห็นด้วย
               ที่จะพระราชทานรางวัล เพราะในครั้งนั้นยังไม่เคยมีรางวัล และอกประการหนึ่งการที่จะพระราชทาน
                                                                         ี
               เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นรอง ก็ไม่เหมาะสมกับเสด็จในกรมฯ ดังนั้นพระองค์ทรงให้นับไว้บวกกับความดี ซึ่งจะ
               มีในภายหน้าที่จะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงต่อไป
                        ครั้งถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

               ทรงเห็นความส าคัญของกิจการทหารเรือ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา“กรมทหารเรือ” ขึ้นเป็น
                                                                                              ั
                                                                                                       ั
               กระทรวงทหารเรือ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ จอมพลเรือ สมเด็จเจ้าฟาบริพตรสุขุมพนธ์
                                                                                         ้
                                   ิ
               กรมพระนครสวรรค์วรพนิต ทรงด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือและในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ศกเดียวกันนี้
               ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ ซึ่งขณะนั้นก าลังทรงด ารงต าแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ
               อยู่ให้ด ารงต าแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงทหารเรืออกต าแหน่งหนึ่ง ครั้นถึงวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔
                                                             ี
               พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ออกจากราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง รวมเวลา
               ที่เสด็จในกรมฯ ทรงรับราชการครั้งแรก ๑๑ ปี

               เสด็จในกรมฯ – จเรทหารเรือ
                        เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
               ให้นาย พลเรือตรี พระเจ้าพยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอดมศักดิ์ กลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ
                                                                ุ
                                       ี่
               ในต าแหน่งจเรทหารเรือ เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกและทหารเรือยังขาดผู้มีความสามารถจริง ๆ
               อยู่ขณะนั้นและต่อมาในวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๐ เสด็จในกรมฯ ได้รับพระราชทานยศเป็นนายพลเรือโท

                                                                                     ุ
                        เมื่อทรงเข้ารับราชการด ารงต าแหน่งจเรทหารเรือ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พทธศักราช ๒๔๖๐  แล้ว
               งานส าคัญที่ทรงท าในโอกาสแรก คือ ในวันที่ ๓ สิงหาคม เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ได้ให้เสด็จในกรมฯ
               ทรงเป็นผู้ตรวจอาวุธของเชลยที่ยึดได้

               เสนาธิการกระทรวงทหารเรือ
                        ครั้นวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เสด็จในกรมฯ พนจากต าแหน่ง
                                                                                             ้
               จเรทหารเรือ ทรงด ารงต าแหน่งเสนาธิการทหารเรือ
                                                                                                 ื้
                        เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงด ารงต าแหน่งเสนาธิการทหารเรือนั้น ในปี พ.ศ.๒๔๖๓ ได้ส ารวจพนที่บริเวณ
                                                                         ื้
               สัตหีบ เสด็จในกรมฯ ทรงมีความเห็นทางด้านยุทธศาสตร์ว่า สมควรใช้พนที่บริเวณต าบลที่สัตหีบ สร้างเป็นที่มั่น
               ส าหรับกิจการทหารเรือขึ้นตามชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ในอาวสัตหีบ เพราะท าเลเหมาะแก่การสร้างเป็นฐานทัพเรือ
                                                              ่
               ตามพระราชประสงค์ในด้านการป้องกันฐานทัพ ได้ทรงให้ความเห็นไว้ว่าควรสร้างป้อมตั้งปืนใหญ่ขนาดตั้งแต่
               ๑๖ นิ้วลงมา จนถึง ๔.๗ นิ้ว และปืนยิงเครื่องบินด้วย โดยพร้อมขึ้นไว้บนยอดเกาะต่าง ๆ ในอาวสัตหีบ
                                                                                                  ่
               นอกจากนี้ควรสร้างป้อมวางปืนใหญ่ชนิดต่าง ๆ เพอป้องกันการส่งทหารยกพลขึ้นบกของข้าศึกด้วย
                                                              ื่
               ส่วนสถานที่ท าการจะต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล โรงทหาร โรงงาน สถานีเรือปืนทะเล การประปา
               การคมนาคมการสุขาภิบาล ฯลฯ ดังนั้น ในวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๕ เสด็จในกรมฯ ในฐานะเสนาบดี
               กระทรวงทหารเรือ ได้มีลายพระหัตถ์ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดินที่สัตหีบ เพอเป็นกรรมสิทธิ์แก่กระทรวง
                                                                                  ื่
               ทหารเรือ ดังลายพระหัตถ์ดังนี้ คือ
   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15