Page 489 - รวมคำวินิจฉัย ของประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
P. 489

้
                                                     �
                                                                                  ั
                        �
                                                                                        ั
                              ั
                                                                    ี
                                                                           ั
                                                                              ั
                                                           ั
                                                           ้
                                                                 ิ
                       จำเลยทงสองให้กำรว่ำ โจทก์และจำเลยทงสองมได้มควำมสมพนธ์กนตำมสญญำจ้ำง
              แรงงำน แต่ร่วมกันเป็นหุ้นส่วนเพ่อแบ่งผลประโยชน์ในกำรประกอบธุรกิจ เงินท่โจทก์ได้รับ
                                             ื
                                                                                      ี
                       ี
              ภำยหลังท่ลำออกจำกกำรเป็นรองกรรมกำรผู้จัดกำร ของจ�ำเลยท่ ๑ โจทก์ได้รับเงินท่ร่วมลง
                                                                                          ี
                                                                        ี
              หุ้นจ�ำนวน ๒๕,๐๐๐ บำทคืน โดยใบเสร็จระบุว่ำเป็นเงินเดือนเนื่องจำกจ�ำเลยทั้งสองต้องน�ำไป
              ใช้ประกอบหลักฐำนในทำงบัญชี โจทก์ลงลำยมือชื่อเป็นผู้รับเงิน ตำมใบส�ำคัญรับโอนเงินลงหุ้น
              ของจ�ำเลยที่ ๑ จ�ำเลยทั้งสองไม่เคยติดค้ำงค่ำจ้ำงโจทก์ ค่ำตอบแทนที่โจทก์ได้รับเป็นเงินปันผล
              จ�ำเลยไม่ต้องรับผิดช�ำระค่ำเสียหำยเนื่องจำกไม่ได้กระท�ำละเมิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง
                       ระหว่ำงพิจำรณำ ศำลแรงงำนภำค ๕ เห็นว่ำ กรณีมีปัญหำว่ำคดีน้อยู่ในอ�ำนำจ
                                                                                     ี
                        ิ
              พจำรณำพพำกษำของศำลแรงงำนหรอไม่ จงส่งสำนวนให้ประธำนศำลอทธรณ์คดชำนญพิเศษ
                                                                                       �
                                                                                     ี
                                               ื
                                                                             ุ
                                                                                         ั
                                                         �
                                                     ึ
                ิ
                                                                           ี
                                                                 ิ
              วนจฉัยตำมพระรำชบญญัตจดตงศำลแรงงำนและวธพจำรณำคดแรงงำน พ.ศ. ๒๕๒๒
                                        ิ
                                         ั
                                   ั
                                                              ิ
               ิ
                 ิ
                                                               ี
                                            ั
                                            ้
              มำตรำ ๙ วรรคสอง
                       วินิจฉัยว่ำ โจทก์ฟ้องว่ำโจทก์ได้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนในกิจกำรของจ�ำเลยท่ ๑ ต�ำแหน่ง
                                                                                      ี
                                                                           ี
                                                   ี
              เป็นรองกรรมกำรผู้จัดกำรมีอ�ำนำจหน้ำท่กระท�ำแทนผูกพันจ�ำเลยท่ ๑ ได้ โจทก์มีต�ำแหน่ง
              เป็นรองกรรมกำรผู้จัดกำร ต่อมำโจทก์ลำออกจำกกำรเป็นกรรมกำรผู้จัดกำรและลูกจ้ำงของ
                                    ั
                      ี
              จ�ำเลยท่ ๑ แต่จ�ำเลยท้งสองยังค้ำงจ่ำยค่ำจ้ำงระหว่ำงเดือนมิถุนำยน ๒๕๖๓ ถึงเดือน
                                                     ั
                                              ี
              ธันวำคม ๒๕๖๓ แก่โจทก์และกำรท่จ�ำเลยท้งสองค้ำงจ่ำยค่ำจ้ำง โจทก์จึงต้องกู้ยืมเงินบุคคล
                                                       ี
                                                                             ี
              ภำยนอกมำใช้จ่ำยในชีวิตประจ�ำวัน ต้องเป็นหน้และเสียดอกเบ้ยแก่เจ้ำหน้ จึงขอให้จ�ำเลยท้งสอง
                                                                    ี
                                                                                            ั
              จ่ำยค่ำจ้ำงค้ำงจ่ำยและค่ำเสียหำย ตำมค�ำฟ้องแก่โจทก์ เป็นกำรกล่ำวอ้ำงว่ำโจทก์กับจ�ำเลย
              ท้งสองนอกจำกจะเป็นหุ้นส่วนกันแล้วยังมีนิติสัมพันธ์กันตำมสัญญำจ้ำงแรงงำนในฐำนะลูกจ้ำง
                ั
              กับนำยจ้ำงอีกด้วย เมื่อโจทก์อ้ำงว่ำจ�ำเลยทั้งสองค้ำงจ่ำยค่ำจ้ำงระหว่ำงเดือนมิถุนำยน ๒๕๖๓
              ถึงเดือนธันวำคม ๒๕๖๓ ค�ำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นกำรฟ้องเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องค่ำจ้ำงค้ำงจ่ำย
                                                                                ี
              ตำมสัญญำจ้ำงแรงงำนและตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรคุ้มครองแรงงำนส่วนท่โจทก์ฟ้องต่อไปว่ำ
                   ี
                         ั
              กำรท่จ�ำเลยท้งสองไม่จ่ำยค่ำจ้ำงให้โจทก์ โจทก์ต้องกู้ยืมเงินบุคคลภำยนอกมำใช้จ่ำยในชีวิตประจ�ำวัน
                                             ี
                                    ี
                             ี
                                             ้
                                                                                               ั
                                                                ั
              ต้องเป็นหนและเสยดอกเบ้ยแก่เจ้ำหน กำรกระท�ำของจ�ำเลยท้งสองเป็นกำรกระท�ำละเมิดต่อโจทก์น้น
                        ้
                        ี
                                      ี
                                                 ื
              ก็เป็นกำรอ้ำงกำรกระท�ำท่เป็นผลต่อเน่องมำจำกค�ำฟ้องโจทก์ส่วนแรก จึงเป็นคดีอันเกิดแต่
              มูลละเมิดระหว่ำงนำยจ้ำงและลูกจ้ำงเก่ยวกับกำรท�ำงำนตำมสัญญำจ้ำงแรงงำน ส่วนโจทก์จะ
                                                 ี
              เป็นลูกจ้ำงของจ�ำเลยท้งสองมีสิทธิได้รับค่ำจ้ำงค้ำงจ่ำยและค่ำเสียหำยตำมฟ้องหรือไม่น้น เป็น
                                                                                          ั
                                  ั
                                        ี
              ข้อเท็จจริงในเน้อหำของคดีท่จะต้องได้รับกำรพิจำรณำวินิจฉัยโดยองค์คณะผู้พิพำกษำตำม
                            ื
                                                     461
   484   485   486   487   488   489   490   491   492   493   494