Page 198 - Occupational health and safety
P. 198

170


                        6.1.4 โรคจากสารเคมีกาจัดศัตรูพืช (O’Malley, 2014; กองโรคจากการประกอบอาชีพ

               และสิ่งแวดล้อม, 2557)
                              อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค การท างานที่เกี่ยวข้องกับอตสาหกรรมสารเคมีก าจัด
                                                                             ุ
               ศัตรูพืช เกษตรกร การท าสวน การฉีดพ่นสารก าจัดศัตรูพืช เป็นต้น
                              กลไกการเกิดพษ สารเคมีก าจัดศัตรูพชจ าแนกโดยโครงสร้างและองค์ประกอบทาง
                                          ิ
                                                             ื
               เคมีของสารได้ 4 กลุ่ม
                              สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate compound) สารกลุ่มนี้เป็นสาร
               ที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญ และเป็นสารที่ละลายได้ดีในน้ า สลายตัวได้ง่ายในธรรมชาติ
               ตกค้างน้อย จึงมีพษ มีความเป็นพษต่อการท างานของเอนไซม์ในระบบประสาท คือ โคลีนเอสเตอเรส
                                           ิ
                              ิ
                                                            ื
               (Cholinesterase) บางชนิดสามารถถูกดูดซึมอยู่ในพชได้นาน เช่น พาราไธออน มาลาไทออน, ไตร
               คลอร์ฟอน เป็นต้น มีฤทธิ์ขัดขวางการท างานของระบบประสาทส่วนกลาง และระบบประสาทรอบ
               นอก โดยจะจับกับตัวเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส ซึ่งมีหน้าที่ส่งสัญญาณ ประสาท ผลการจับตัวกับ
                                    ็
               เอนไซม์ท าให้ปริมาณของเอ็นไซม์ ลดลง และมีผลต่อกล้ามเนื้อต่าง ๆ ต่อมต่าง ๆ และกล้ามเนื้อเรียบ
                 ็
               ซึ่งควบคุมอวัยวะต่าง ๆ
                              สารกลุ่มคาร์บาเมต (Carbamate Compound) เป็นเอสเทอร์และมีไนโตรเจนเป็น
               องค์ประกอบส าคัญ ละลายได้ดีสารละลายอินทรีย์ (Organic solvent) บางชนิดละลายได้ดีในน้ า ส่วน

               ใหญ่ ไม่สะสมในสิ่งมีชีวิต มีคุณสมบัติคล้ายกับกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต คือ มีผลต่อการยับยั้งการท างาน
               ของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส และสามารถดูดซึมอยู่ในพืชได้นาน เช่น คาร์บาริล, คาร์โบฟูแรน และเมโท
               มิล เป็นต้น
                              สารกลุ่มออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine compounds) สารกลุ่มนี้จะมีคลอรีน
               เป็นส่วนประกอบที่ส าคัญ เป็นสารที่สามารถละลายได้ดีในไขมัน สะสมในพืช สัตว์ห่วงโซ่อาหาร (food

               chain) และสิ่งแวดล้อมได้นาน เช่น ดีดีที สามารถสะสมในดินได้นานถึง 30 ปี  เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถก
                                                                                                  ู
               เปลี่ยนแปลงโดยตับเป็นสารเมแทบอไลต์ที่ยังมีความเป็นพิษอยู่ (metabolites) สารกลุ่มนี้มักน ามาใช้
               ในการป้องกันก าจัดแมลง และศัตรูพืชอื่น ๆ ได้แก่ ดีดีที, ไดโคฟอล, เมทอกซีคลอร์, อัลดริน, ลินเดน

                              สารกลุ่มไพรีทรอยด์ (Synthetic Pyrethroids) เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ
               มีคุณสมบัติ สลายตัวได้ง่ายเป็นสารที่มีพษตกค้างน้อยที่สุด สารกลุ่มนี้ถูกก าจัดออกจาก ร่างกาย ไม่ถก
                                                ิ
                                                                                                  ู
               สะสมอยู่ในร่างกาย มักใช้ร่วมกับสารก าจัดแมลงชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ไพรีทริน และ เรสเมธริน เป็นต้น
                              อาการและอาการแสดง

                              สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และ สารกลุ่มคาร์บาเมต ท าให้เกิดอาการกระตุ้นระบบ
               ประสาทส่วนกลาง ท าให้กล้ามเนื้อออนแรง ตะคริวที่กล้ามเนื้อ กดการหายใจ ชัก หมดสติ กระตุ้น
                                              ่
               Muscarinic receptor ท าให้ม่านตาหรี่ หายใจล าบาก ต่อมน้ าลายขับน้ าลาย ออกมามากต่อมเหงื่อ
               ขับเหงื่อ ออกมามาก ความดันโลหิตต่ า กระตุ้น Nicotinic receptor ท าให้กล้ามเนื้อออนแรง เป็น
                                                                                        ่
               อัมพาต
                              สารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนอาการเริ่มแรกที่พบ คือ กระวนกระวาย ไวต่อการกระตุ้น
               การท างานของกล้ามเนื้อไม่สัมพนธ์กัน กล้ามเนื้อสั่น นอกจากนี้ยังมีอาการ น้ าลายไหล หรือ
                                            ั
               น้ าลายฟูมปาก และอาเจียนร่วมด้วย พบการชักอย่าง รุนแรง
   193   194   195   196   197   198   199   200   201   202   203