Page 53 - Occupational health and safety
P. 53
25
ต่อแสงสีมาก โดยเฉพาะสีเขียว แดง และน้ าเงิน และท าหน้าที่เปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า และผ่าน
ออกจากประสาทตาจากบริเวณออฟติค ดิสก์ (Optic Disc) โดยอาศัยเส้นประสาทคู่ที่ 2 (Optic
nerve) ไปยังสมองกลีบท้ายทอย (Occipital lobe) และแปลว่าภาพที่เห็นเป็นภาพอะไร นอกจากนี้
ั
ยังมีหนังตา (Eye lid) ช่วยปกป้องอนตรายที่มาด้านหน้าโดยกลไกแบบรีเฟลกซ์ และช่วยป้องกัน
กระจกตาไม่ให้กระจกตาแห้ง มีขนตาและคิ้วช่วยในการป้องกันฝุ่นละออง น้ าตาช่วยหล่อเลี้ยงลูกตา
รักษากระจกตาให้สะอาดอยู่เสมอ (ร าแพน พรเทพเกษมสันต์, 2556) ดังภาพ 2.1
2.1.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการแยกแยะการมองเห็น ได้แก่
1) ขนาดของวัตถุ และระยะทาง กล่าวคือขนาดของวัตถุยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งท าให้
ี่
ั
ึ้
ี
มองเห็นได้ชัดเจนมากขน อกนัยหนึ่งขนาดของวัตถุทมนุษย์มองเห็นขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างวัตถุกบ
ตายิ่งอยู่ห่างไกลยิ่งท าให้วัตถุมีขนาดเล็กลง ท าให้มองเห็นได้ยากมากขึ้น
2) ความสว่าง (Luminance) ซึ่งเกิดจากแสงตกกระทบบนวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่
ดวงตา ความสว่างจึงขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงที่ตกกระทบลงสู่วัตถุและคุณสมบัติการสะท้อนแสงของ
่
วัตถุนั้น เช่น วัตถุที่มีสีออนก็จะให้ความสว่างมากกว่าวัตถุสีเข้ม วัตถุที่มีความมันวาวก็จะสะท้อนแรง
ได้มากกว่าวัตถุที่มีพื้นผิวขรุขระ
3) ความแตกต่างของความสว่างของวัตถุบนฉาก (Contrast) คือการตัดกันของสีหรือ
ความสว่างของวัตถุกบฉากหลัง ถ้าความแตกต่างของสีวัตถุกบสีฉากหลังมีน้อย เราก็จะมองวัตถุได้ยาก
ั
ั
ขึ้น
4) สภาพการแยงตา เกิดจากสภาวะที่มีแสงส่องในต าแหน่งที่ไม่เหมาะสม ท าให้เกิด
แสงที่รบกวนสายตา ส่งผลเสียต่อการมองเห็น ท าให้มองเห็นไม่ชัดเจน มองไม่เห็น และ/หรือขาดความ
สบายตา สามารถแบ่งตามลักษณะการเกิดได้ 2 ประเภท
4.1) แสงบาดตาโดยตรง (Direct Glare) หมายถึงแสงที่พงจากแหล่งก าเนิดแสง
ุ่
มายังดวงตาโดยตรง
4.2) แสงบาดตาโดยอ้อม (Indirect Glare) หมายถึงแสงที่สะท้อนจากพื้นผิวที่
ไม่ได้เป็นจุดสนใจ
5) ระยะเวลาการปรากฏของวัตถุ/การเคลื่อนไหวของวัตถุ หากวัตถุมีการเคลื่อนที่จะ
ท าให้การมองเห็นยากขึ้น
้
6) ระยะเวลาที่ใช้ในการมองเห็น การมองเห็นของดวงตาเป็นขบวนการไฟฟาเคมีใน
การส่งสัญญาณจากจอตา (Retina) ไปยังสมอง ในที่ที่มีความสว่างน้อยก็ต้องให้เวลาในการมอง
มากกว่าที่ที่มีความสว่างมากถ้าต้องการรายละเอียดเท่ากัน นอกจากนี้ในการปรับสายตาจากที่สว่างสู่ที่
ื่
มืดก็ยังต้องใช้เวลาเป็นนาทีเพอการปรับโครงสร้างของทรานส์เรตินัลกลับมาเป็นซิสเรตินัลเพอการ
ื่
ื่
มองเห็นซึ่งใช้เวลามากกว่าการปรับสายตาจากที่มืดไปสู่ที่สว่างที่ใช้เวลาเป็นมิลลิวินาทีเพอการปรับ
โครงสร้างของซิสเรตินัลกลับมาเป็นทรานส์เรตินัลเพื่อการมองเห็นอีกครั้ง ดังภาพ 2.2
7) สภาพร่างกายของผู้มองที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น เช่นสายตาสั้น สายตายาว
หรือ สายตาเอียง ย่อมส่งผลต่อการมองเห็นของผู้นั้น

