Page 106 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 106
98
นกยูงทองเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน พระปัจเจกพุทธเจ้าระลึกถึงนกที่ตนเองขังไว้เป็นจำนวนมากที่บ้าน จึงทำ
สัจกิริยาปล่อยนกทั้งหลายให้พ้นจากที่ขังไปแล้วก็เหาะไปอยู่ที่เงื้อมเขานันทมูล ฝ่ายพญานกยูงทองก็หา
อาหารและกลับที่อยู่ของตนดังเดิม
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้ทำดีมีศีลธรรมย่อมรอดพ้นจากอันตรายได้ทุกเมื่อ ๛
สัตว์ 4 สหาย (มหาอุกกุสชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภอุบาสกผู้ผูกมิตรคนหนึ่ง ได้ตรัส
อดีตนิทานมาสาธ ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวบ้านกลุ่มหนี่งประกอบอาชีพล่าสัตว์ พอทราบว่าปา
่
ใดมีสัตว์มากก็จะพากันตั้งแคมป์พักอยู่ใกล้ป่านั้นล่าสัตว์ อยู่ต่อมาได้พากันไปล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่งในป่า
นั้นล่าสัตว์ อยู่ต่อมาได้พากันไปล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่ง ในป่านั้นมีสระเกิดเองโดยธรรมชาติสระหนึ่ง มีสัตว์
ู่
4 ชนิดอาศัยอยรอบสระ ด้านขวามือของสระมีเหยยว 2 ผัวเมียอาศัยอย ด้านเนื้อมีราชสีห์ ด้านตะวันออก
ู่
ี่
มีพญานกออก (นกเหยี่ยวขนาดใหญ่ชนิดหนี่ง ชอบหากินปลาในทะเล) และในสระมีเต่าอาศัยอย สมัยนั้น
ู่
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ วันหนึ่งเหยี่ยวสามีได้ปรึกษาภรรยาว่า “นี่น้อง..เราควรจะมีลูกน้อยได้แล้ว
ละ” ภรรยากล่าวว่า “พี่.. เรายงไม่มีมิตรสักคนเลย ถ้าเกิดภัยอันตรายขึ้นมา เราจะไปพึ่งใคร ก่อนแต่จะมี
ั
ลูกน้อย น้องว่าเราควรจะเข้าไปผูกมิตรกับสัตว์อีก 3 ตัวนั้นก่อน” สามีเห็นดีด้วยเมื่อผูกมิตรกับสัตว์ทั้ง 3
ตัวแล้ว จึงไปทำรังอยู่ที่ต้นกระทุ่มต้นหนึ่งข้างสระน้ำนั้น ไม่นานก็มีลูกน้อย 2 ตัว อยู่มาวันหนึ่ง พวก
ชาวบ้านกลุ่มนั้นพากันตระเวนล่าสัตว์ป่าตลอดวันไม่ได้สัตว์อะไรสักตัวเลยปรึกษากันว่า “เมื่อไม่ได้อะไร
พวกเราก็พักอยู่ในป่านี่แหละ ได้อะไรแล้วค่อยกลับคืนบ้าน” ตกลงพักค้างคืนใต้ต้นกระทุ่มต้นนั้น เมื่อมียุง
ู
มารุมกัดพวกเขาจึงก่อกองไฟขึ้น ควันไฟได้รมลูกนกเหยี่ยวมันจึงพากันร้อง พวกเขาจึงพูดกันว่า “เสยงลก
ี
นกนี่ หาอะไรไม่ได้ทั้งวันหิวจนตาลายอยู่แล้ว มัดคบเพลิงเร็ว จะขึ้นไปนำมันลงมาปิ้งกัน” แม่เหยี่ยวพอลูก
ส่งเสียงร้องก็ทราบวามีภัยอันตรายแล้ว จึงรีบบินบอกสามีให้ไปขอความช่วยเหลือจากพญานกออก พญา
่
นกออกยินดีช่วยเหลือได้บินไปจับอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ข้างเคียง พอชาวบ้านคนหนึ่งถือคบเพลิงปีนขึ้น
ต้นไม้ใกล้จะถึงรังนกเหยี่ยว มันก็รีบบินลงในสระน้ำนำมาดับคบเพลิง คนนั้นก็จะลงมาจุดคบเพลิงและปีน
ขึ้นไปใหม่ ใกล้จะถึงรังนกเหยี่ยวก็ถูกพญานกออกดับคบเพลิงอีก เป็นอยู่ลักษณะเช่นนี้จนถึงเที่ยงคืน พญา
นกออกเหน็ดเหนื่อยจนตาแดงก่ำ เหยี่ยวเห็นพญานกออกเหน็ดเหนื่อยมากแล้วจึงขอบคุณและให้กลับไป
พักผ่อนส่วนตนรีบขอความช่วยเหลือจากเต่า เต่าใหญ่ขึ้นมาจากสระน้ำนำเปลือกตมและสาหร่ายขึ้นไปดับ
ู่
กองไฟ แล้วหมอบอย พวกชาวบ้านเห็นเต่าใหญ่ขึ้นมาจากสระน้ำมาดับไฟก็พากันหันมาจับเต่าแทน
ช่วยกันดึงเถาวัลย์ และแก้ผ้านุ่งผูกเต่าดึงไว้กลับถูกเต่าใหญ่ลากลงสระน้ำไป ต่างคนก็สะบักสบอมได้กินน้ำ
จนพุงกาง ขึ้นจากสระน้ำแล้วพากนบ่นพึมพำว่า “พวกเราเหวย ..นกออกคอยดับคบเพลิงเราตั้งครึ่งคืน
ุ
คราวนี้โดนเต่าใหญ่ลากลงน้ำได้กินน้ำจนพุงกาง ก่อไฟขึ้นใหม่เถอะเรา เมื่ออรณขึ้นแล้วค่อยกินลูกเหยี่ยวก็
ได้” ว่าแล้วกากันเก็บฟืนมาก่อไฟขึ้นใหม่ ส่วนเหยี่ยว 2 ผัวเมียหารือกันว่า “คงจะต้องถึงเวลาไปขอความ
ั
ช่วยเหลือจากท่านราชสีห์แล้วละทีนี้” เหยี่ยวสามีจึงไปขอความช่วยเหลือจากท่านราชสีห์ ราชสีห์รบคำ
แล้วเดินไปที่กองไฟของพวกชาวบ้าน พวกเขาพอเห็นราชสีห์เดินมาต่างก็พากันกลัวตายร้องเสียงหลงว่า
“ครั้งแรกนกออกคอยดับคบเพลิง เต่าใหญ่มาทำให้พวกเราผ้าเปียก คราวนี้ราชสีห์จักมาเอาชีวิตพวกเรา
แล้วต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิงไป ราชสีห์เดินไปใต้ต้นกระทุ่มไม่เห็นมีใครหลงเหลืออยเลย ไม่นาน
ู่
เหยี่ยว พญานกออก และเต่าก็เข้ามาหา ราชสีห์จึงให้โอวาทว่า “ต่อแต่นี้ไป สูเจ้าทั้งหลายอยาทำลายมิตร
่
ธรรม อยู่อย่างไม่ประมาทเถิด” แล้วก็กลับที่อยู่ของตน สัตว์ต่าง ๆ ก็แยกย้ายกลับที่อยู่ของตนไป แม่

