Page 111 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 111
103
ให้ดู” พระราชามีรับสั่งให้นายขมังธนู 4 นายหันหน้าไปคนละทิศแล้วยิงลูกศรไปทิศทั้ง 4 ในเวลาพร้อมกัน
มีพญาหงส์จับอยู่บนยอดเสาศิลา บินตามเก็บลูกศรที่ถูกยิงออกไปทิศทั้ง 4 พร้อมกันโดยไม่ให้ตกลงพื้นดิน
์
แม้สักลูกเดียว พญาหงสปล่อยลูกธนูทิ้งไว้ที่เท้าของนายขมังธนูแล้วจับบนยอดเสาศิลาตามเดิม พระราชา
่
ทรงชมเชยวา “สหาย.. ความเร็วอย่างอื่นที่รวดเร็วกว่าท่านมีอยู่อีกหรือ ?” พญาหงส์ทูลว่า “อายุสังขาร
ของสัตว์นั้นไงย่อมสิ้นสลายเร็วกว่าความเร็วของข้าพเจ้าตั้งร้อยเท่าพันทวี” พระราชาพอฟังจบเกิดการกลัว
ตายได้เป็นลมล้มหมดสติไป พวกอำมาตย์เอาน้ำสรงพระพักตร์ให้พระราชาทรงฟื้นคืนสติกลับมาพญาหงส์
่
ให้โอวาทพระราชาวา “ขอเชิญพระองค์เจริญมรณสติอย่าประมาทประพฤติธรรมเถิด” พระราชาอ้อนวอน
ให้พญาหงส์อยู่ด้วยว่า “ฉันไม่อาจจะอยู่แยกจากท่านได้ ท่านเป็นที่รักของฉัน ขอเชิญท่านอยู่ด้วยกันกับฉัน
ั
เสียที่นี่เถอะ” พญาหงส” เกิดพระองค์เมาน้ำจณฑ์รับสั่งให้ย่างข้าพเจ้าเข้าสักวันจะทำอย่างไรละ”
์
พระราชา “เอาเถอะถึงฉันจะชอบดื่มน้ำจัณฑ์ เมื่อท่านเข้ามาอยู่ในวัง ฉันจะเลิกดื่มน้ำจัณฑ์ก็ได้” พญา
หงส์” จิตใจมนุษย์รู้ได้ยาก การอยู่ด้วยกันนานเกินไปคนรักกันก็กลายเป็นคนไม่รักกันได้ข้าพเจ้าขอลาท่าน
ไปก่อนที่ท่านจะกลายเป็นคนไม่มีความรักในข้าพเจ้าจะดีกว่า “พระราชา “ถ้าไม่ได้จริง ๆ เราขอให้ท่าน
รับปากอย่างหนึ่ง คือ หมั่นมาหาเราที่นี่บ่อย ๆ นะ” พญาหงส” ถ้าพวกเราอยู่กันอย่างนี้พวกเราก็จะไม่มี
์
อันตราย ข้าพเจ้ารบปากท่านว่า เราพบกันแน่ในคืนวันพรุ่งนี้กล่าวจบก็บินกลับภูเขาจิตตกูฏไป สหายทั้ง
ั
สองต่างไปมาหาสู่กันจนตราบสิ้นชีวิต
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: กำลงความเรวของอายุของสรรพสัตว์รวดเร็วยิ่งกว่าสงใด ๆ ในโลก
ิ่
ั
็
ขออย่าได้ประมาทเถิดท่านทั้งหลาย ๛
หมีกับไม้ตะคร้อ (ผันทนชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำโรหิณี เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภการทะเลาะกันของ
พระประยูรญาติ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมองพาราณสี มีบ้านช่างไม้
ื
ตระกูลหนึ่งประกอบรถเลี้ยงชีพ สมัยนั้น ณ ป่าหิมพานต์ มีหมีตัวหนึ่งเที่ยวหากินอิ่มแล้ว มักจะมานอน
พักผ่อนที่ใต้ต้นตะคร้อใหญ่ต้นหนึ่งเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่มันกำลังนอนหลับเพลิน ๆอยู่ใต้ต้นไม่
ตะคร้อนั้น ได้มีลมพัดกิ่งไม้แห่งกิ่งหนึ่งหักตกลงไปถูกคอมัน มันสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปวิ่งมา เหลียว
ซ้ายแลขวาด้วยคิดว่าราชสีห์หรือเสือทำร้ายตน เมื่อไม่เห็นอะไรเหลือบไปเห็นกิ่งไม้ แห้งวางอยู่ใกล้ ๆ มัน
โกรธขึ้นมาทันทีที่ต้นตะคร้อทำให้มันตื่นขึ้นมามันจึงใช้เล็บตะกุยต้นตะคร้อใหญ่นั้น พร้อมตะคอกรุกข
เทวดาประจำต้นไม้ว่า “ข้าไม่ได้กินใบต้นไม้ของเจ้าและก็ไม่ได้หักกิ่งเจ้าซักกะหน่อย ทีสัตว์ตัวอื่นมานอนที่
ตรงนี้เจ้าไม่ได้ว่าอะไร ทีข้ามานอนเจ้ากลับซัดกิ่งไม้ใส่ข้า คอยดูสัก 2-3 วันเถิด ข้าจะให้เขามาขุดเจ้าทั้ง
รากทั้งโคนตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่นำไปขาย” หลังจากวันนั้นมันจึงเที่ยวแสวงหานายช่างไม้อยู่ ต่อมา
วันหนึ่งนายช่างไม้พร้อมลกน้อย 2-3 คนได้ขับเกวียนเพื่อไปตัดต้นไม้ไปถึงที่นั้น ปลดเกวียนแล้วได้ถือมีด
ู
และขวานยืนเลือกต้นไม้อยู่ใต้ต้นตะคร้อนั้น มองดูทางโน้นทางนี้อยู่ เจาหมีที่แอบอยู่ข้างหลังต้นไม้ได้พูด
้
ขึ้นว่า “สหาย.. ท่านต้องการต้นไม้หรือ” นายช่างพอได้ยินก็คิดแปลกใจว่าสัตว์สามารถพูดภาษามนุษย์ได้
อย่างไร ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนจึงร้องตอบว่า “เจ้าหมี ใช่ละไม้อะไรที่จะทำกงรถได้ดีที่สุดช่วยบอกเรา
ด้วย” หมี” ไม้รัง ไม้ตะเคียน ไม้หูกวางก็ไม่มั่นคงเท่าไม้ตะคร้อหรอก” นายช่างไม้” ต้นตะคร้อมีใบมีลำต้น
เป็นอย่างไรเราไม่รู้จัก” หมี” ก็คือต้นที่ท่านยืนอยู่ใกล้ ๆ นี้เอง เป็นไม้ที่เหมาะทำรถเป็นอย่างดี” ว่าแล้วก็
เดินหนีไป นายช่างไม้เห็นดีด้วย ตกลงใจตัดต้นตะคร้อนั้น จึงเตรียมอุปกรณ์เพื่อตัดต้นไม้ รุกขเทวดา
ประจำต้นตะคร้อเห็นวิมานของตนถูกทำลายโกรธแค้นหมีมาก จึงจำแลงกายเป็นนายพรานป่าเดินเข้าไป

