Page 109 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 109

101

              ลูกศิษย์ของท่านปุโรหิตนั่นแหละ” พระราชารับสั่งเรียกให้เขาเข้าเฝ้าและประทานตำแหน่งปุโรหิตให้แก่
              เขา แล้วสั่งให้ทำตามอำมาตย์เสนอ ทหารจับมัดพราหมณ์ปุโรหิตนั้นขุดหลุมที่ตั้งประตูกั้นม่านล้อมรอบ

              พราหมณ์ไว้พราหมณ์มองดูหลุมพลางถอนหายใจว่า “เราเป็นคนจัดแจงความพินาศแก่ตนเอง เพราะพูด
                                                         ่
              มากแท้ๆ” พลางพูดกับลูกศิษย์ปุโรหิตคนใหม่วา “ตักการิยะ ฉันเป็นคนโง่เขลาเหมือนกบป่าเรียกงูมากิน
              ตนเอง สุดท้ายฉันจะต้องลงหลุมนี้ คนที่พูดไม่มีขอบเขตไม่ดีเลยนะ” ตักการิยะได้นำเรื่องในอดีตมาเล่าส ู่

                     ์
              อาจารยว่า “อาจารย์ท่านไม่ได้รักษาคำพูดและเกิดความทุกข์ผู้เดียวเท่านั้นก็หาไม่ คนอื่นๆ ก็เคยประสบ
                                 ่
              มาแล้วเหมือนกัน กลาวคือ ในอดีตมีหญิงโสเภณีคนหนึ่งชื่อกาลี มีน้องชายชื่อตุณฑิละ เป็นนักเลงผู้หญิง
              นักเลงสุราและนักเลงการพนัน พี่สาวห้ามอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อฟัง พี่สาวให้ทรัพย์ไปเท่าไรก็นำไปเที่ยวเล่น

                                                                                          ่
              หมด วันหนึ่งเขาเล่นการพนันแพ้จำเป็นต้องขายผ้านุ่ง เอาเสื่อนุ่งมาแทนกลับมา อยาให้อะไรเขานะ ไล่เขา
              ออกไปจากบ้านไป” เมื่อเขาเข้าบ้านไม่ได้ก็ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตูบ้านนั้นแหละ มีลูกเศษฐีคนหนึ่ง จะมา
              เที่ยวหญิงโสเภณีคนนี้เป็นประจำ วันนั้นเขามาเที่ยวเช่นเคยเห็นนายตุณฑิละยืนร้องไห้อยู่จึงถามดู เมื่อ

              ทราบสาเหตุแล้วก็รบปากว่าจะพูดกับพี่สาวให้ เมื่อเขาบอกนางแล้วนางกลับตอบว่า “ถ้าคุณสงสารมันก็ให้
                                ั
                                                              ่
                                      ้
              เงินมันไปซิ” สมัยนั้น ในบานโสเภณีมีธรรมเนียมอยู่วา เมื่อได้รับเงิน 1,000 บาท จะเป็นของหญิงโสเภณี
              500 บาท อีก 500 บาทจะเป็นค่าผ้าและเครื่องประดับ ชายที่มาเที่ยวจะนุ่งผ้าประจำบ้านนั้นทั้งคืน เมื่อจะ
                                     ู
              กลับจึงจะนุ่งผ้าของตน ลกชายเศรษฐีเมื่อผลัดผ้าประจำบ้านโสเภณีแล้ว กำลังอยู่ในอาการเมาจึงเอ่ยปาก
              ยกเสื้อผ้าของตนให้นายตุณฑิละไปพร้อมกับคุยโวว่า “แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นก็ทำเป็นหวงไปได้” นางกาลีจึงสั่ง
              คนรับใช้วา “เวลาลูกชายเศรษฐีจะกลับก็จงช่วยกันแย่งเสื้อผ้าเขาไว้นะ ค่อยให้เขากลับ” ตกลงวันนั้นลูก
                       ่
              ชายเศรษฐีต้องเดินเปลือยกายกลับบ้านไป พร้อมกับรอยยิ้มของคนผู้พบเห็น เขาประสบกับความอบอาย
                                                                                                        ั
              เพราะคำพูดของเขาแท้ ๆ อีกเรื่องหนึ่งมีแพะสองตัวกำลังขวิดกันอยู่อย่างเมามันนกตัวหนึ่งบินมาร้องห้าม

                              ่
              อยู่ใกล้ ๆ” ลุงอยาขวิดกันเลยนะ เดี๋ยวหัวของพวกท่านจะแตกตายดอก” ร้องห้ามเท่าไร แพะทั้งสองก็ไม่
              ฟัง จึงร้องไปด้วยความโมโหว่า “ถ้าอย่างนั้น ก็ฆ่ากูเสียก่อนค่อยขวิดกัน” ว่าแล้วกระโดดเข้าไประหว่างเขา
              แพะทั้งสองตัวมันจึงถูกบดร่างแหลกไม่มีชิ้นดี นกนี่ก็ตายเพราะปากอีก อีกเรื่องหนึ่ง เด็กเลยงวัวกลุ่มหนึ่ง
                                                                                                 ี้
              เห็นผลตาลต้นหนึ่งจึงปีนขึ้นไปเก็บ ขณะกำลังปลิดผลตามทิ้งลงมาอยู่นั้นเอง มีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นต้นตาล
              นั้นไป พวกเด็กที่ยืนอยู่ข้างล่างพยายามไล่งูแล้วแต่ก็ห้ามไม่ได้จึงร้องตะโกนบอกพวกที่อยู่บนต้นตาลๆ

              กระโดดลงมาเร็ว ๆ” พร้อมกับจับผ้านุ่งผืนหนึ่งคนละมุม พวกขึ้นต้นตาลจึงทิ้งตัวลงตรงกลางผ้าผืนนั้น
              เป็นเหตุให้เด็ก 4 คนที่จับผ้าไว้หัวชนกันแตกตาย พวกนี้ก็ตายเพราะปากเหมือนกัน อีกเรื่องหนึ่ง มีพวกโจร

              กลุ่มหนึ่งขโมยแพะได้ตัวหนึ่งในเวลากลางคืนแล้วจับมัดปากผูกไว้ที่ป่าไผ่แห่งหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงชวนกันไปฆ่ามัน
              แต่ทุกคนกลับลืมนำเอามีดไปด้วย จึงพากันพูดว่า “บุญของมันยังมีอยู่ ปล่อยมันไปซะ” บังเอิญว่าเมื่อวาน

              นี้ช่างสานคนหนึ่งตัดไม้ไผ่แล้ว คิดว่าจะมาตัดอีกในอีก 2 วัน จึงซุกมีดไว้ในกอไผ่นั้น แพะพอถูกปล่อยก็ดีใจ
              ไม่รีบหนีไปดีดเท่าหลังคะนองเล่นอยู่ เท้าได้ไปดีดเอาด้ามมีดโผล่ออกมา โจรเห็นมีดแล้วก็ช่วยกันฆ่าแพะ

              นั้นเป็นอาหาร แพะตัวนี้ตายเพราะตนเองเหมือนกัน อีกเรื่องหนึ่ง มีนายพรานคนหนึ่งจับกินนรผัวเมียคู่

              หนึ่งได้แล้วนำไปถวายพระราชา พร้อมทูลว่า “ขอเดชะ พวกนี้ร้องเพลงไพเราะ ฟ้อนรำก็สวยงาม พวก
                                                                                     ็
              มนุษย์ทำไม่ได้เหมือนเลยพระเจ้าข้า “พระราชาพอพระทัย ประทานรางวัลเปนอันมากแก่นายพรานพร้อม
              ตรัสกะกินนรทั้งคู่ว่า “พวกเจ้าจงร้องรำให้ดูสิ” กินนรเกรงจะร้องเพลงไม่ถูกต้องจะเป็นคำมุสาวาทจึงไม่
              ร้องรำพระราชาตรัสซ้ำและซ้ำเล่าทรงกริ้วตวาดว่า “ทหาร..นำสัตว์พวกนี้ไปย่างเป็นอาหารมื้อเย็น ตัวหนึ่ง

              เป็นอาหารมื้อเช้าตัวหนึ่งเลี้ยงไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร” นางกินนรีทราบว่าพระราชากรวแล้วจึงพูดขึ้นว่า
                                                                                             ิ้
              “กินนรรังเกียจคำไม่ดีจึงไม่พูด ที่นิ่งเฉยนั้นมิใช่เพราะโง่เขลาดอก” พระราชาตรัสว่า “กินนรีตัวนี้พูดได้
   104   105   106   107   108   109   110   111   112   113   114