Page 32 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 32
24
เจริญก้าวหน้า “คนหนึ่งในพวกนั้นอุทานออกมาด้วยความพอใจ” โอโฮ… ยังงั้นปัญญาก็เป็นแก้วสารพัดนึก
ละซิที่จะสามารถดลบันดาลสิ่งที่ต้องการได้ ทุกอย่าง นอกจากนั้นปัญญายังช่วยให้เราล่วงรู้สิ่งที่เรายังไม่รู้
ั
่
ด้วยใช่ไหม” ชายผู้นั้นพยกหน้าและรับปากว่า “จริงทีเดียว พวกท่านเข้าใจอยางถูกต้อง ปัญญาเปรียบ
้
เหมือนดวงแก้วที่จะส่องสว่างขจัดความโง่เขลาให้หายไปอย่างไรล่ะ พวกท่านมีใครต้องการบางไหมเล่า เรา
กำลังนำมาเสนอขายจนถึงบ้านของท่านล่ะ” … ชายคนหนึ่งในหมู่คนนั้นอยากจะลองดูว่า ผู้เอาปัญญามา
ื
ขายนั้นจะฉลาดและล่วงรู้ทุกสิ่งจริงดังที่เขากล่าวหรอไม่ เขาจึงก้มดูรอบๆ ต้นหว้าใหญ่นั้นอยางพินิจ
่
พิเคราะห์แล้วเอ๋ยปากถามว่า “เอาละ เมื่อท่านกล่าวว่า ปัญญาจะสามารถช่วยให้เราล่วงรู้ทุกอย่าง
ข้าพเจ้าขอเรียนถามท่านว่า ท่านรู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ใต้ดินตรงที่ท่านยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าหากท่านมีปัญญาจริง
หวังว่าท่านคงจะตอบได้” ชายนั้นยืนเพ่งพินิจพิจารณาเป็นเวลานาน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใต้หาบและใต้
บริเวณที่ตนยืนอยู่นั้นมีอะไรอยู่ เขาจึงย้อนถามไปวา “และท่านสามารถบอกได้รึว่าอะไรอยู่ใต้เท้าที่เรายืน
่
อยู่นี้” … ชายที่ถามพยักหน้าและตอบออกไปทันทีว่า “แม้เราจะไม่มีตัวปัญญามาขายแต่เรากล้าบอกว่าใต้
หาบตัวปัญญานี้มีไข่มดแดง (ดิน) รังใหญ่ หากท่านไม่เชื่อก็ช่วยเราขุดซิ หากไม่พบดังเราว่ายอมให้ท่าน
ปรับเราก็แล้วกัน” ชายคนนั้นตกลง ต่อจากนั้นคนทั้งหมดต่างช่วยกันขุดลงไปจนลึกเกือบท่วมศีรษะ จึงพบ
ไข่มดพร้อมทั้งแม่มันจำนวนมากมายในโพรงนั้นจริง ๆ ซึ่งการกระทำครั้งนี้ ทำให้ชายผู้เอาปัญญามาขาย
รู้สึกอับอายยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้เขาจึงยกเอาหาบปัญญาเดินหมุนกลับไปทางเดิม ไม่ยอมเอาตัวปัญญามาขาย
ให้แก่ชาวเมืองนั้นเพราะเจบใจที่ถูกสบประมาทต่อหน้า เขาออกเดินทางไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานาน
็
จนกระทั่งไปพบคนผิวขาวได้แก่พวกฝรั่งนั่นเอง เขาจึงเอาตัวปัญญานี้นำออกไปขาย และด้วยเหตุนี้เองจึง
ทำให้ชาวยุโรปเจริญรวดเรว สามารถคิดและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้โดยไม่รู้จักจบสิ้น นอกจากนั้นยังมี
็
ี
การศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนวิธีค้นคว้าซึ่งดีกว่าพวกเราเสยอีก
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คนอวดรู้เมื่อไปพบคนที่รู้จริง สู้เขาไม่ได้ย่อมขายหน้า… หรือปัญญาเป็นเรื่องของ
นามธรรมจะชื้อจะขายกันเหมือนวัตถุหาได้ไม่ ผู้รู้แจ้งในปัญญาคือผู้ศึกษาค้นควาด้วยตนเอง… นั่นคือ
้
์
ประสบการณหรือการศึกษาด้วยการกระทำจริงนั่นเอง … เหมือนชายที่รู้ได้ว่าพื้นดินตรงนั้นมีไข่แมงมัน
เพราะใช้ความสังเกตและเคยหากินทางนี้มาแล้ว
ปู่ตั๋วหลาน (ปู่โกหกหลาน)
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว …ขณะที่กุดจี่สองตัวผัวเมียกำลังช่วยกันกลิ้งเบ้า (ลูกดินกลมๆที่ห่อหุ้มไข่กุดจี่)
่
ไปตามทางผ่านหน้าหมาตัวหนึ่ง …หมาสงสัยก็ถามวา “จะพากันไปไหน” กุดจี่ตอบว่า “จะไปเมืองลังกา
่
ั
“(กรุงลงกา ในเรื่องรามเกียรติ์) หมาก็ยิ่งสงสยวา “ไปทำอะไรหรือ” กุดจี่ตอบว่า “ได้ข่าวว่าเมืองลงกาถูก
หนุมานเผาเมืองไหม้วอดวายหมด รวมทั้งครกที่ตำอาหารก็ไหม้ จะเอาเบ้าไปทำครกถวายพระเจ้าเมือง
้
ลังกา “หมายิ่งงงและถามไปอีกอย่างดูถูกดูแคลน” ว่าจะไปถึงเร้อ?…แล้วเบาแค่นี้จะทำครกได้อย่างไรกัน”
กุดจี่ตอบทันควันว่า “นี่กะว่าจะไปกินงายเมืองลังกาโน่นแหละวันนี้ (หมายถึง จะไปให้ทันกินข้าวเช้า) แล้ว
ก้อนดินนี้จะปาดออกให้เป็นครก 3 ใบก็ได้” …หมาได้ฟังก็งึดมาก (งึดนี้ แปลว่า งงหรือแปลกใจอย่างสุดๆ
เลย) …ตั้งแต่นั้นมาหมาไม่กินกุดจี่เลย โดยถือว่ากุดจี่มีความสามารถมากกว่าตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริง
แล้ว…หมาทุกตัวจะเมินไม่ยอมกินกุดจี่ ไม่ว่าจะตัวสด หรือคั่ว ทอดจนสุกแล้วก็ตาม …ยังเป็นที่ถกเถียงกัน
อยู่ว่า…จริงๆแล้วจะเป็นเพราะหมาไม่ถูกกับกลิ่นขี้ควายหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

