Page 37 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 37
29
เขาเสียชีวิตล้มลงตรงนั้นเอง ทั้งคนและสัตว์นอนตายในที่เดียวกัน พวกมานพขนฟืนไปแล้ว บอกเรื่องนั้น
่
แก่อาจารย์ อาจารย์จึงกล่าวคาถาวา “ผู้ใดยกย่องและคบหาคนชั่ว คนชั่วย่อมกระทำผู้นั้นแหละ ให้เป็น
เหยื่อ เหมือนเสือโคร่งที่สัญชีวมานพทำให้ฟื้นขึ้น แล้วทำเขานั้นแล ให้เป็นเหยื่อ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การที่นิยมยกย่องคนไม่ดี ย่อมประสบความเดือดร้อน ๛
สุนัขจิ้งจอกอยากเป็นผู้นำ (วิโรจนชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้แสดงท่าทาง
อย่างพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ อาศัย
อยู่ในถ้ำทองในป่าหิมพานต์ วันหนึ่ง ออกจากถ้ำทองไปหาอาหารได้กระบือใหญ่ตัวหนึ่ง กินเนื้อแล้วไปดื่ม
น้ำที่สระแห่งหนึ่ง ในขณะที่เดินกลับถ้ำ ได้พบสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งในระหว่างทาง สุนัขจิ้งจอกจึงขออาสา
ี
เป็นผู้รับใช้ราชสห์ด้วยความกลัวตาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสุนัขจิ้งจอกก็ได้กินเนื้อเดนราชสีห์อย่างอิ่มหนำ
้
สำราญ มันมีหน้าที่ขึ้นยอดเขาไปดูสัตว์ที่จะเป็นอาหาร แล้วกลับลงมาบอกพระยาราชสีห์ว่า “ข้าพเจา
อยากกินเนื้ออยางโน้น นายท่าน จงแผดเสียงเถิด” พระยาราชสีห์ก็จะไปจับสัตว์ตัวนั้นมาเป็นอาหาร ไม่ว่า
่
จะเป็นเนื้อนานาชนิดหรือแม้กระทั่งช้าง ครั้นเวลาผ่านไปหลายปี สุนัขจิ้งจอก ชักกำเริบเกิดความคิดว่า
“แม้ตัวเรา ก็เป็นสัตว์ มี 4 เท้าเหมือนกัน เหตุใด จะให้ผู้อื่นเลี้ยงอยู่ทุกวันเล่า นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะฆ่า
ช้างเป็นอาหารกินเนื้อเอง แม้แต่ ราชสีห์ก็เพราะอาศัยเราบอกว่านายขอรับ เชิญท่านแผดเสียงเถิด เท่านั้น
ก็จึงฆ่าสัตว์ต่างๆได้ ต่อแต่นี้ เราจะให้ราชสีห์พูดกับเราบ้าง” ได้เข้าไปหาราชสีห์แล้วบอกเรื่องนั้น แม้ถูก
พระยาราชสีห์พูดเยาะเย้ยว่า “เป็นไปไม่ได้” ก็ตามคงเซ้าซี้อยู่นั่นเอง พระราชสีห์เมื่อไม่อาจห้ามมันได้ ก็
รับคำให้สุนัขจิ้งจอกนอนในที่นอนของตน แล้วไปคอยดูช้างตกมันที่เชิงเขาพบแล้ว ก็กลับเข้ามาบอกสุนัข
จิ้งจอกว่า “จิ้งจอกเอ๋ย เชิญแผดเสียงเถิด” สุนัขจิ้งจอก ออกจากถ้ำทอง สลัดกาย มองทิศทั้ง 4 หอนขึ้น
สามคาบ วิ่งกระโดดเข้างับช้างหวังที่ก้านคอช้าง กลับพลาดไปตกที่ใกล้เท้าช้าง ช้างจึงยกเท้าขวาขึ้นไป
เหยียบหัวจิ้งจอก จนหัวกะโหลกแตกเป็นจุน แล้วเอาเท้าคลึงร่างของมันทำเป็นกองไว้แล้วเยี่ยวรดข้างบน
ร้องกัมปนาทเข้าป่าไป พญาราชสีห์เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า “มันสมองของเจ้าทะลักออกมา
กระหม่อมของเจ้าก็ถูกทำลาย ซี่โครงของเจ้า ก็หักหมดแล้ว วันนี้ เจาช่างรุ่งโรจน์เหลือเกิน”
้
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าคิดทำอะไร เกินกำลังความสามารถของตัวเอง
ไก่ขันไม่เป็นเวลา (อกาลราวิชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่นไม่เป็นเวลารูป
หนึ่ง สร้างความรำคาญและความเดือดร้อนแก่หมู่ภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนาน
มาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มานพประมาณ 500 คน พวกมานพอาศัย
ุ
ไก่ขันยามตัวหนึ่ง ในการลกขึ้นศึกษาศิลปะ ต่อมามันได้ตายไป พวกเขาจึงแสวงหาไก่ตัวอื่นแทนมัน
ี้
วันหนึ่ง มีมานพคนหนึ่งเข้าไปหักฟืนในป่า ได้ไก่ป่าตัวหนึ่งมาเลยงไว้ ไก่ตัวนี้ไม่รู้จักเวลาขัน เพราะเติบโต
ขึ้นในป่า บางวันก็ขันดึกเกินไป บางวันก็ขันอรุณขึ้น พวกมานพพากันตื่นมาศึกษาศิลปะในเวลาดึกเกินไป
ไม่อาจศึกษาได้จนอรุณขึ้น ก็พากันนอนหลับไป ในเวลาสว่างแล้วก็ไม่ได้ท่องบ่นเลย พวกเขาจึงพากันพูดว่า
“เดี๋ยวมันขันดึกไป เดี๋ยวมันขันสายไป อาศัยไก่ตัวนี้ พวกเราคงศึกษาศิลปะไม่สำเร็จหรอก” จึงนำมันไป
แกงเป็นอาหารแล้วบอกเรื่องนั้นแก่อาจารย อาจารยจึงกล่าวคาถาว่า “ไก่ตัวนี้ ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่
์
์
ไม่ได้อยู่ศึกษาในสำนักอาจารย จึงไม่รู้เวลาที่ควรขันและไม่ควรขัน”
์
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เกิดเป็นคนต้องรู้จักเวลาที่เหมาะสมว่า อะไรควรไม่ควร ๛

