Page 599 - รวมไฟล์วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1
P. 599
3
surveillance, reporting mechanism to the public, liability of the authority abusing the process, as well as protection
of any third party that may be impacted from the electronic surveillance measures.
2.บทนา
ุ
ี
ในปจจบันเทคโนโลยีโทรคมนาคมเข้ามามบทบาทส าคัญต่อการด าเนนชวิตนอกเหนอจากการ
ั
ิ
ี
ื
ื
่
ิ
่
ื
ื
ี
ิ
ี
ตดต่อสอสารกันผ่านทางโทรศัพท์ ยังมวิธการตดต่อสอสารกันโดยอาศัยช่องทางเครอข่ายโทรคมนาคม
(Telecommunication) ทางอนเทอรเนตผ่านแอพพลเคชั่นต่าง ๆ เช่น Line, Whatsapp, Facebook Instant Massager
ิ
์
็
ิ
การโทรศัพท์ผ่านอนเทอรเนต (Voice-over-IP–VoIP) หรอการส่งข้อความผ่านระบบการส่งข้อความทันท ี
็
ิ
ื
์
ื
(Instant Messaging) ซงเน้อหาของการสอสารกันด้วยวิธการเช่นว่าน้ ีจะถกเข้ารหัสไว้ ท าให้หน่วยงานทม ี
ื
ึ
ี
่
่
ี
่
ู
ั
ี
ื
อ านาจสอบสวนคดอาญาเมอต้องการข้อมลทจะใช้ในการสบสวนสอบสวนก็จะได้รบแต่เพียงข้อมลทถก
ู
่
่
ี
ี
ู
ื
ู
่
ี
ุ
ื
ี
่
เข้ารหัสเอาไว้ และการถอดรหัสก็ไม่สามารถท าได้ด้วยวิธการปจจบัน หรอแม้จะท าได้ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายทสง
ั
ู
ิ
ี
ี
่
่
่
ท าให้ยากต่อการตรวจสอบ ในประเทศเยอรมนได้มการแก้ไขเพิ่มเตมหลักการทเกียวข้องกับการสอสาร
ี
ื
ิ
ิ
โทรคมนาคมเพือเพิ่มประสทธภาพการด าเนนคดอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรองการดักฟงการสอสารทาง
ี
่
ั
่
ื
ื
่
ิ
1
อนเทอรเนต เอาไว้โดยตรงท าให้มาตรการสอบสวนคดอาญาเท่าทันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสามารถ
ิ
์
็
ี
ได้มาซงเน้อหาของการสอสารก่อนทจะเข้ารหัสหรอเน้อหาหลังจากการถอดรหัสแล้วโดยใช้โปรแกรมพิเศษท ี ่
่
ึ
่
ื
ี
ื
่
ื
ื
์
ถกตดตั้งไว้ทเครองมอหรออปกรณปลายทาง (Quellen-TKÜ)
ี
ื
่
ู
ิ
่
2
ุ
ื
ื
ิ
ั
่
ี
ู
่
ื
็
ื
มาตรการน้ ีเปนเครองมอส าคัญทรฐใช้จัดการกับการก่ออาชญากรรมทั้งในรปแบบปกตและ
รปแบบองค์กรอาชญากรรม (Organized Crime) ซงจ าเปนต้องก าหนดเงอนไขของมาตรการทแน่นอนและ
ี
็
่
ู
ื
่
ึ
่
ี
ั
ื่
ชัดเจน มขอบเขตและวิธการในการใช้มาตรการ เพื่อท าให้มาตรการดักฟงการสอสารทางอนเทอรเนตมความ
ิ
ี
็
ี
์
ี
เปนภาวะวิสัย เกิดสมดลในการปราบปรามการกระท าความผิดไปพรอมกับการค้มครองสทธและเสรภาพของ
ุ
ิ
ิ
็
ุ
้
ุ
ี
บคคล ทผ่านมาประเทศไทยมกฎหมายเฉพาะ (Jus speciale) ทให้อ านาจเจ้าพนักงานในการดักฟงการกระท า
ี่
่
ี
ั
่
ื
ู
ความผิดหรอดักรบข้อมลเกียวกับการกระท าความผิด กระจัดกระจายกันอยู่ในพระราชบัญญัตต่าง ๆ อาท ิ
ิ
ั
้
ิ
ิ
ิ
พระราชบัญญัตปองกันและปราบปรามยาเสพ-ตด พ.ศ.2519 มาตรา 14 จัตวา, พระราชบัญญัตปองกันและ
้
ิ
ิ
ี
ปราบปรามการฟอกเงน พ.ศ.2542 มาตรา 46, พระราชบัญญัตการสอบสวนคดพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 25,
พระราชบัญญัตว่าด้วยการกระท าความผิดเกียวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.2550 ฯลฯ เปนต้น
็
ิ
์
่
เมอพิจารณาบทบัญญัตเหล่าน้พบว่ามการบัญญัตหลักเกณฑ์รวมทั้งเงอนไขทแตกต่างกันเพือให้
่
่
ิ
่
ี
ี
ิ
ื
ื
ี
่
่
ี
เปนไปตามวัตถประสงค์ของพระราชบัญญัตแต่ละฉบับ ท าให้เกิดปญหาการกระจัดกระจายของกฎหมายทจะ
ุ
ั
็
ิ
ึ
ิ
่
ี
ใช้บังคับกับข้อเท็จจรงทเกิดข้นส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายทใกล้เคยงกันมการตความการใช้กฎหมายท ี ่
ี
่
ี
ี
ี
ี
1 วิธพิจารณาความอาญาของเยอรมน § 100a (StPO).
ี
่
ึ
่
่
ึ
ึ
ึ
ู
ู
ี
2 รายงานวิจัยฉบับสมบรณเรอง กฎหมายเกียวกับการให้รฐเข้าถงและได้มาซงข้อมลทบคคลสอสารถงกัน:กรณศกษา
์
ื
่
ั
่
ุ
ี
ื
ิ
ั
ุ
ี
ุ
สหพันธรฐเยอรมน, น.9-10, กรรภรมย์ โกมลารชน ,(2561),กรงเทพฯ:สถาบันพระปกเกล้า.
580

