Page 260 - EPREP book
P. 260
ู
ี
PrEP จากข้อมูลการศึกษาพบว่ามผู้รับบริการPrEPเพียงส่วนน้อยที่ให้ข้อมลวาตนเองเป็นผู้ใช้สารเสพติด
่
่
่
ี
และจากการศึกษาในผู้ให้บริการก็พบวาผู้ให้บริการส่วนใหญ่ไมค่อยจะมประสบการณ์การท างานใน
่
ี
ประชากรกลุ่มนี้ โดยเฉพาะและมความเห็นวาประชากรกลุ่มนี้ยังเข้าถึงตัวได้ค่อนข้างยาก ยังมีความกังวล
ในเรื่องของความลับที่พวกเขาใช้สารเสพติดและอาจมีผลกระทบทางกฎหมายอยู่มาก นอกจากนี้ยังขาดการ
ประสานงานกันระหว่างหน่วยที่ให้บริการ PrEP กับคลินิกยาเสพติดในโรงพยาบาลเดียวกัน หน่วยบริการที่เคย
มีประสบการณ์การเชิญชวนประชากรกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดให้รับ PrEP ก็ให้ข้อมูลว่า ประชากรกลุ่มนี้ไม่ได้มี
ความวิตกหรือกังวัลเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีเป็นอนดับต้น ๆ จึงอาจท าให้ไม่สนใจเข้ารับบริการ PrEP เพอ
ื่
ั
ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี
สรุปข้อค้นพบส าคัญจากการวิจัยประเมินผล
ในการศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบที่ส าคัญและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อส านักงานหลักประกันสุขภาพ
ั
แห่งชาติและกรมควบคุมโรค กระทวงสาธารณสุข ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพฒนาระบบการจัดบริการ PrEP
ของประเทศไทย ดังต่อไปนี้
ื่
1. การจัดบริการ PrEP ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่สามารถน ามาใช้ร่วมกับมาตรการอน ๆ เพื่อการป้องกันการติด
เชื้อเอชไอวีในกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงสูง อาทิเช่น การใช้ถุงยางอนามัย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ั
เสี่ยง การเข้าถึง VCT และการตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพนธ์ เป็นต้น นอกจากนี้การคัดกรอง
โดยการตรวจเลือด VCT ก่อนเริ่มยา PrEP ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการค้นพบผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ตั้งแต่ต้น ท า
ให้ผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่สามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ลดโอกาสการแพร่เชื้อ
ไปสู่ผู้อื่นเมื่อยาต้านไวรัสสามารถกดเชื้อเอชไอวีให้อยู่ในระดับต่ าได้ในอนาคต (ข้อมูลจากการวิเคราะห์พบ
ผู้รับบริการที่มีผลเลือดบวกที่บ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อฯรายใหม่ ตอนเริ่มยา PrEP ในปี 2563 จ านวน 5
ราย จากผู้รับบริการ PrEP ประมาณ 2,000 ราย)
2. รูปแบบการจัดบริการที่ด าเนินการโดย KLPHS มีความโดดเด่นในการจัดบริการเพื่อเข้าถงประชากรเสี่ยงที่
ึ
เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ดีและมีผู้รับบริการจ านวนมากในเวลาอนสั้น เมื่อเทียบกับรูปแบบบริการที่จัด
ั
้
ี
โรงพยาบาลร่วมกบ CBO หรือ โรงพยาบาลด าเนินการเอง เนื่องจากมรูปแบบการจัดบริการเชิงรุกที่เขาถึง
ั
กลุ่มเป้าหมายได้มากกว่า และมีการจัดบริการนอกเวลาร่วมด้วยซึ่งท าให้สะดวกต่อผู้รับบริการ
3. การตัดสินใจเลือกกิน PrEP หรือไม่ขอกิน ขึ้นกับปัจจัยส่วนตัวของแต่ละราย ที่ส าคัญคือ การประเมิน
ความเสี่ยงและความวิตกส่วนตัวต่อการติดเชื้อฯ ของตนเอง ความสะดวกในการมารับบริการทั้งสถานที่/
เวลาเปิดบริการของหน่วยบริการ ความวิตกกังวลต่ออาการข้างเคียงจากการกินยา PrEP และบางรายอาจ
มีความวิตกกังวลเรื่องการถูกตีตราจากการกินยา PrEP โดยบุคคลอื่น
4. การคงอยู่ในการกิน PrEP (PrEP Retention) ในระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป มีความแตกต่างกัน ระหว่าง
ผู้รับ PrEP ในหน่วยบริการที่เป็นโรงพยาบาล หรือ โรงพยาบาลร่วมกับ CBO เมื่อเทียบกับ KPLHS
ประมาณเกือบ 1 เท่า (โรงพยาบาล 48.36% โรงพยาบาลร่วมกับ CBO 47.06% และ KPLHS 27.04%)
ทั้งนี้อาจขึ้นกับการประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมเสี่ยง และ
ความสามารถในการจัดการลดความเสี่ยงของผู้รับบริการ PrEP ในแต่ละหน่วยบริการ
รายงานการประเมินผลการด าเนินงาน PrEP ภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์สปสช. ปีงบประมาณ 2563 [197]

