Page 36 - คู่มือการนิเทศ การขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล
P. 36
35
2.1.4 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ
ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ และการพัฒนารูปแบบ ดังนี้
(1) ความหมายของรูปแบบ
ั
ค าศัพท์ในภาษาองกฤษที่ใช้เรียกรูปแบบมี 2 ค า คือ Model และ Paradigm
ุ
ซึ่งสงัด อทรานันท์ (2530 : 11) ได้อธิบายว่า ทั้ง 2 ค านี้ น าไปใช้แตกต่างกัน โดยค าว่า Model
ใช้กับทฤษฎีหรือสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรก แต่หากเป็นการน าไปประยุกต์ใช้ หรือดัดแปลงจากของเดิม
เรียกว่า Paradigm แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ค าว่า Model ทั้งในกรณีทฤษฎีหรือสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรก และ
ในกรณีการน าไปประยุกต์ใช้ ค าว่ารูปแบบหรือ Model ตามพจนานุกรมของ Webster (1970 : 913)
ได้ให้ความหมายแบ่งออกเป็น 4 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1) แบบจ าลองที่ลอกเลียนแบบย่อส่วนจาก
วัตถุของจริง ตัวต้นแบบ รูปแบบแรกเริ่ม แบบสมมุติ หุ่นจ าลอง หุ่นขี้ผึ้ง 2) บุคคลหรือสิ่งของที่ได้รับ
การยกย่องให้เป็นมาตรฐานของความยอดเยี่ยม 3) วิถีทางหรือแบบแผน 4) บุคคลที่เป็นแบบให้แก่
ื่
ศิลปิน ช่างภาพ หรือนางแบบแสดงเครื่องแต่งกาย ค านี้ในภาษาไทยมีค าอน ๆ ที่ใช้เรียกใน
ความหมายเดียวกันกับรูปแบบ เช่น ต้นแบบ ตัวแบบ แบบจ าลอง ซึ่งนักวิชาการทางการศึกษาหลาย
ท่านได้อธิบายความหมายรูปแบบ ดังนี้
รูปแบบ หมายถึง แผนผัง แผนภูมิหรือหุ่นจ าลอง ซึ่งมีลักษณะการจ าลองสภาพ
ความเป็นจริงของปรากฏการณ์ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขององค์ประกอบหรือปรากฏการณ์
ื่
ุ
ต่าง ๆ เพอให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น (สงัด อทรานันท์ (2530 : 11), วิชัย วงษ์ใหญ่ (2537 : 41), Stoner,
Jame A. F. and Wankel, Charles. (1986 : 12) รูปแบบจึงเป็นรูปธรรมทางความคิดที่เป็นนามธรรม
มีลักษณะเป็นโครงสร้างทางความคิด ที่แสดงองค์ประกอบและความสัมพนธ์ขององค์ประกอบที่ส าคัญ
ั
ของสิ่งที่ศึกษา หรือสิ่งที่บุคคลใช้ในการหาค าตอบ ความรู้ และความเข้าใจในปรากฏการณ์ต่างๆ
วิจิตรา ปัญญาชัย (2543 : 74), ทิศนา แขมมณี (2545 : 1)
สรุปว่า รูปแบบหมายถึง โครงสร้างของความคิดที่แสดงองค์ประกอบต่างๆ และ
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบเหล่านั้น
(2) ประเภทของรูปแบบ
้
Keeves (1988, อางถึงใน วิจิตรา ปัญญาชัย 2543 : 74) จ าแนกประเภท
รูปแบบทางการศึกษาและสังคมศาสตร์ ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. รูปแบบเชิงเทียบเคียง (Analogue Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ในการอุปมาอปไมย
ุ
ื่
เทียบเคียง ในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เป็นนามธรรม เพอสร้างความเข้าใจเชิงรูปธรรม โดยใช้
หลักการเทียบเคียงโครงสร้างของรูปแบบให้สอดคล้องกับลักษณะข้อมูลหรือความรู้ที่มีอยู่
ซึ่งองค์ประกอบของรูปแบบต้องมีความชัดเจน สามารถน าไปทดสอบข้อมูลเชิงประจักษ์ได้
2. รูปแบบเชิงข้อความ (Semantic Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ภาษาเป็นสื่อ
ื่
ในการบรรยาย หรืออธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษาด้วยภาษา แผนภูมิ หรือรูปภาพ เพอให้เห็น
โครงสร้างทางความคิด องค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของปรากฏการณ์นั้นๆ
3. รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) เป็นรูปแบบที่ใช้สมการทาง
คณิตศาสตร์ แสดงความสัมพันธ์ของตัวประกอบหรือตัวแปร

