Page 175 - E-BOOK DOUBLE STEAM 2019
P. 175

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ DOUBLE STEAM   173
                                                                        ส�าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น


                                       ใบความรู้กิจกรรมเกม OXTM



            1. สมกำรเชิงเส้นตัวแปรเดียว
                  สมกำร คือ ประโยคที่แสดงการเท่ากันของจ�านวนโดยมีสัญลักษณ์ “ = ” บอกการเท่ากัน  เช่น
                  1.  5 + 6 = 11   เป็นสมการที่ไม่มีตัวแปร

                  2.  9x – 7 = 12  เป็นสมการที่มีตัวแปร x
                  สมกำรเชิงเส้นตัวแปรเดียว คือ สมการที่มีตัวแปรเพียงตัวเดียวเขียนอยู่ในรูป ax + b = 0 เมื่อ ax + b
            เป็นพหุนามดีกรี 1 มี x เป็นตัวแปร a , b เป็นค่าคงตัว และ a ≠  0  (ตัวแปรอาจเป็นอักษรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ x ก็ได้)


                  ค�ำตอบของสมกำร คือ จ�านวนจริงซึ่งเมื่อน�ามาแทนค่าตัวแปรในสมการแล้วท�าให้สมการเป็นจริง เช่น

            สมการ y + 2 = 3 เป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ขึ้นอยู่กับค่าของ y ถ้าแทน y ด้วย 1 แล้ว y + 2 = 1 เป็นจริง ถ้า
            แทน y ด้วยจ�านวนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ 1 แล้ว y + 2 = 3 ไม่เป็นจริง เช่น แทน y ด้วย 5 จะได้ 5 + 2 = 3 ไม่เป็นจริง
            เรียกจ�านวนที่แทน y แล้วท�าให้ y + 2 = 3 เป็นจริงว่า ค�าตอบของสมการ y + 2 = 3

                  ดังนั้น 1 เป็นค�าตอบของสมการ y + 2 = 3


                  กำรแก้สมกำร คือ การหาค�าตอบของสมการ
            การหาค�าตอบของสมการโดยวิธีลองแทนค่าตัวแปรในสมการเพื่อให้สมการนั้นเป็นจริง อาจมีปัญหาในการใช้วิธี
            นี้เมื่อสมการมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วในการหาค�าตอบของสมการ จ�าเป็นต้องใช้สมบัติของ

            การเท่ากันในการหาค�าตอบ ซึ่งได้แก่ สมบัติสมมาตร สมบัติการถ่ายทอด สมบัติการบวก สมบัติการคูณ และ
            สมบัติการแจกแจง  ดังนี้
                  1. สมบัติสมมาตร

                      ถ้า  a = b  แล้ว  b = a  เมื่อ  a , b  แทนจ�านวนใด ๆ  เช่น
                      (1)  ถ้า  5 = x  แล้ว  x = 5
                      (2)  ถ้า  8 = 2x + 5  แล้ว  2x + 5 = 8
                  2. สมบัติการถ่ายทอด
                      ถ้า  a = b  และ  b = c  แล้ว  a = c  เมื่อ  a , b และ c  แทนจ�านวนใด ๆ  เช่น

                      (1)  ถ้า  x = y  และ  y = 4  แล้ว  x = 4
                      (2)  ถ้า  a + b = x  และ  x = 9  แล้ว  a + b = 9
                  3. สมบัติการบวก

                      ถ้า  a = b  แล้ว  a + c = b + c  เมื่อ  a , b และ c  แทนจ�านวนใด ๆ  เช่น
                      (1)  ถ้า  2 X 3 = 6 แล้ว  (2 X 3) + 4 = 6+4
                      (2)  ถ้า  x + 7 = 12  แล้ว  x + 7 – 7 = 12 – 7
                  4. สมบัติการคูณ
                      ถ้า  a = b  แล้ว  a x c = b x c เมื่อ  a , b และ c  แทนจ�านวนใด ๆ  เช่น

                      (1)  ถ้า  2 x 3 = 6 แล้ว (2 x 3) x 4  = 6 x 4
   170   171   172   173   174   175   176   177   178   179   180