Page 402 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 402

หลักฐานเพียงวาจำเลยที่ ๓ จำหนายสินคาชนิดเดียวกันกับสินคาของโจทกโดยไมไดพิจารณาวา

              เปนการขายสินคาใหแกผูใด ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสี่นำสืบวาผูซื้อสินคาดังกลาวมิใชลูกคาของโจทก

              เปนการรับฟงขอเท็จจริงที่ไมครบถวนก็ดี จำเลยที่ ๒ เปนเพียงผูเริ่มกอการในการจดทะเบียน
              ตั้งบริษัทจำเลยที่ ๓ เทานั้น มิไดเขาไปดำเนินกิจการอันเปนการแขงขันกับกิจการของโจทก จึงมิได

              ผิดสัญญาจางแรงงานก็ดี คาเสียหายที่ศาลแรงงานกลางกำหนดมิใชคาเสียหายที่โจทกฟองเรียกรอง

              ก็ดีนั้น เห็นวา อุทธรณของจำเลยทั้งสี่ดังกลาวลวนแตเปนการโตแยงดุลพินิจในการรับฟงพยาน

              หลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟงขอเท็จจริงและวินิจฉัยวาการประกอบกิจการของจำเลยที่ ๓
              และที่ ๔ เปนการทำธุรกิจการคาประเภทเดียวกันหรือคูแขงทางการคาและดำเนินกิจการอันเปน

              การแขงขันกับกิจการของโจทก จำเลยที่ ๒ แมจะเปนเพียงผูถือหุน แตการที่เขาไปรวมในการ

              จดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ ๓ ยอมเปนการผิดสัญญาจางแรงงานและทำละเมิดตอโจทกเชนเดียว

              กันกับจำเลยที่ ๑ ในการกำหนดคาเสียหายศาลแรงงานกลางคำนึงถึงวัตถุประสงคของขอหาม
              ความสำคัญในตำแหนงงานของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ความเสียหายอยางอื่น เหตุแหงการประพฤติ

              ผิดสัญญาจางแรงงานอันเปนทางไดเสียของโจทก รวมทั้งระยะเวลาและประโยชนที่จำเลยทั้งสี่

              ไดรับ อันเปนอุทธรณในขอเท็จจริง ซึ่งตองหามมิใหอุทธรณตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน

              และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ
              ไมรับวินิจฉัยเชนเดียวกัน

                       คดีมีปญหาวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยทั้งสี่วา สัญญาจางแรงงานระหวางโจทกกับ

              จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีผลบังคับหรือไม เพียงใด เห็นวา สัญญาจางแรงงานระหวางโจทกกับจำเลย

              ที่ ๑ และที่ ๒ แมจะทำขึ้นกอนวันที่พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๔/๑
              ซึ่งเพิ่มโดยพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลใชบังคับ แตในวันที่

              โจทกฟองคดีพระราชบัญญัติดังกลาวมีผลใชบังคับแลว กรณีจึงตองบังคับตามพระราชบัญญัติ

              คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๔/๑ อันเปนกฎหมายที่บัญญัติไวโดยเฉพาะ โดยหาก

              สัญญาจางแรงงานทำใหโจทกไดเปรียบจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เกินสมควรแลว ศาลมีอำนาจสั่งให
              สัญญานั้นมีผลบังคับเพียงเทาที่เปนธรรมและพอสมควรแกกรณี ซึ่งการที่จะถือวาเปนการไดเปรียบ

              จนเกินสมควรแกกรณีดังกลาว ความตองปรากฏวาโจทกมีสภาพเหนือกวาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒

              ในลักษณะไมเหมาะสมอยางยิ่ง เมื่อโจทกประกอบกิจการเปนตัวแทนนำเขาสินคาประเภทอุปกรณ

              นิวแมติค ไฮดรอลิค และแวคคั่มจากตางประเทศมาจำหนาย สวนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีหนาที่
              ติดตอเจรจากับลูกคาของโจทกเพื่อเสนอขายสินคาตามที่ไดรับมอบหมายจากโจทก และไดความ

              จากคำเบิกความของนางชนิดาภา หัวหนาแผนกบุคคลของโจทกวาพนักงานขายจะตองมีความรู


                                                     ๓๙๒
   397   398   399   400   401   402   403   404   405   406   407