Page 63 - หน้าปกรายงานประจำปี 64
P. 63

นับแตวันที่ไดรับเรื่องหากรัฐสภาพิจารณาไมแลวเสร็จภายในกําหนดเวลาดังกลาวใหถือวารัฐสภาใหความเห็นชอบหนังสือ

            สัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบตอความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมหรือการคาหรือการลงทุนของประเทศอยางกวางขวาง
            ตามวรรคสองไดแกหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการคาเสรีเขตศุลกากรรวมหรือการใหใชทรัพยากรธรรมชาติหรือทําใหประเทศ

            ตองสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางสวนหรือหนังสือสัญญาอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
                    ใหมีกฎหมายกําหนดวิธีการที่ประชาชนจะเขามามีสวนรวมในการแสดงความคิดเห็นและไดรับการเยียวยา
            ที่จําเปนอันเกิดจากผลกระทบของการทําหนังสือสัญญาตามวรรคสามดวย

                    เมื่อมีปญหาวาหนังสือสัญญาใดเปนกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไมคณะรัฐมนตรีจะขอใหศาลรัฐธรรมนูญ
            วินิจฉัยก็ไดทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญตองวินิจฉัยใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับคําขอ”

                    เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติดังกลาวแลวจะเห็นไดวา รัฐธรรมนูญไดกำหนดไววาสนธิสัญญาซึ่งในที่นี้จำกัดเฉพาะ
            ความตกลงอยูในรูปแบบของลายลักษณอักษรเทานั้น จะตองออกเปนพระราชบัญญัติเพื่อใหสามารถอนุวัติการตาม
            พันธกรณีแหงสัญญานั้นไดและจะตองไดรับความเห็นชอบจากรัฐสภาดวย กลาวคือ สนธิสัญญาที่เปนลายลักษณอักษร

            ทุกฉบับจะตองมีกฎหมายรับรองหรือมีการอนุวัติการกฎหมายมาใช ดังนั้นกฎหมายระหวางประเทศโดยเฉพาะในกรณี
            ของสนธิสัญญาหรือขอตกลงที่เปน ลายลักษณอักษรนั้นจะตองมีการอนุวัติการเปนกฎหมายจึงจะสามารถนำมาบังคับใช

            ในประเทศไทย
                    การปรับใชกฎหมายระหวางประเทศในทางปฏิบัติของศาลยุติธรรมในประเทศไทย แบงออกไดเปน 2 กรณี คือ
                    1) กรณีการปรับใชกฎหมายที่มิไดเปนลายลักษณอักษร

                    เมื่อรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมิไดกำหนดใหจารีตประเพณีระหวางประเทศหรือหลักกฎหมายทั่วไปนั้นจะตอง
            ผานกระบวนการอนุวัติการกฎหมายมาใช ดังนั้นในกรณีนี้ศาลจึงตองพิจารณาตามกฎหมายของประเทศไทยมาใชกอน

            โดยอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 4 หากกฎหมายระหวางเทศมีความสอดคลองกับกฎหมาย
            ภายในของประเทศไทยศาลจะตองเลือกใชกฎหมายของประเทศไทยเสียกอน แตในกรณีที่กฎหมายภายในและกฎหมาย
            ระหวางประเทศมีความขัดแยงกันนั้นศาลอาจใชดุลพินิจปรับใชไดตามความเหมาะสมของแตละกรณี เพื่อประโยชนของ

            รัฐหรือเนื่องจากความจำเปนดานความสัมพันธระหวางประเทศ ดังนั้นในทางปฏิบัติของศาลไทยสำหรับการปรับใชจารีต
            ระหวางประเพณีระหวางประเทศหรือหลักกฎหมายทั่วไปจึงไมไดมีบรรทัดฐานที่แนชัด และมีบางกรณีที่ศาลจำเปน

            ตองนำจารีตประเพณีระหวางประเทศมาใชโดยไมมีกฎหมายรองรับหรือการอนุวัติการกฎหมาย
                    2) กรณีการปรับใชกฎหมายที่เปนลายลักษณอักษร
                    ในกรณีที่กฎหมายระหวางประเทศอยูในรูปของสนธิสัญญาละพันธกรณีตามสนธิสัญญานั้น มีกฎหมายรับรองแลว

            มีผลเปนการที่กฎหมายภายในประเทศเปดชองใหปฏิบัติตามพันธกรณีของสนธิสัญญานั้นได หรือหากไมมีการรองรับ
            กฎหมายดังกลาวแลวสนธิสัญญานั้นจำเปนตองผานกระบวนการรับเอากฎหมายระหวางประเทศนั้นมาเปนกฎหมาย

            ภายในประเทศหรือโดยการอนุวัติการกฎหมาย อยางไรก็ดีในทางปฏิบัติของศาลยุติธรรมนั้นมีความยืดหยุนในการนำ
            กฎหมายระหวางประเทศมาใช โดยจะเห็นไดจากกรณีที่ศาลไดมีการนำพันธกรณีระหวางประเทศมาใชเปนพื้นฐาน
            ในการวินิจฉัยคดีโดยตรง แมวากฎหมายระหวางประเทศนั้นจะมิไดมีการรองรับหรือมีการอนุวัติการก็ตาม การวินิจฉัยคด ี

            ในลักษณะเชนวานี้ถือเปนการที่ศาลยุติธรรมของประเทศไทยวินิจฉัยบนพื้นฐานของความจำเปนในความสัมพันธระหวาง
            ประเทศมากกวาบนพื้นฐานของกฎหมาย

                    จากการศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาพบวาศาลยุติธรรมของประเทศไทยมีการนำกฎหมายระหวางประเทศมาใช     
            ในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยอาจจำแนกประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศที่เกี่ยวของ และลักษณะการปรับใช
            กฎหมายระหวางประเทศได ดังนี้
   58   59   60   61   62   63   64   65   66   67   68