Page 29 - ความต้องการแรงงานของครัวเรือนภาคการเกษตรตามชนิดสินค้าและขนาดฟาร์ม
P. 29
10
ื้
ื่
ภาคกลางเป็นพนที่ที่มีระดับประสิทธิภาพเฉลี่ยในการปลูกข้าวมากอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าภาคอนๆ ส่วนภาค
ิ
ตะวันออกเฉียงเหนือมีระดับประสิทธิภาพเฉลี่ยต่ าสุด เมื่อพจารณาด้านปัจจัยพบว่า ปัจจัยด้านการเป็นเจ้าของ
พนที่เพาะปลูกกับประสิทธิภาพพบว่า ครัวเรือนที่เพาะปลูกโดยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า
ื้
ครัวเรือนที่เพาะปลูกในที่ดินเช่า และครัวเรือนเกษตรที่เพาะปลูกในที่เช่าและมีฟาร์มขนาดเล็กจะมี
ประสิทธิภาพเฉลี่ยต่ าที่สุดในส่วนของรายจ่ายที่ใช้ในการผลิตพบว่ายิ่งมีการใช้จ่ายมาก จะท าให้มีประสิทธิภาพ
เฉลี่ยเพมขึ้น แต่เมื่อใช้จ่ายไปได้ระดับหนึ่งหากเกษตรกรไม่ยอมหยุดการใช้จ่าย อาจท าให้ประสิทธิภาพการ
ิ่
ผลิตลดลง ค่าใช้จ่ายด้านแรงงานพบว่า แรงงานที่มีการจ้างแรงงานที่ปลูกข้าวมาก ยิ่งส่งผลให้การผลิตของ
ิ่
ครัวเรือนมีประสิทธิภาพสูงไปด้วย ซึ่งการเพมค่าจ้างแรงงานด้านการเกษตรอาจส่งผลให้เป็นแรงจูงใจในการ
ท างาน หนี้สินของครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงและมีพนที่เพาะปลูกขนาดกลางและขนาดเล็กมี
ื้
ื้
ประสิทธิภาพต่ ากว่าครัวเรือนที่มีหนี้สินต่ าและมีพนที่เพาะปลูกขนาดกลางและขนาดเล็ก ในส่วนของครัวเรือน
ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้านชลประทานพบว่าครัวเรือนที่อยู่ใกล้แหล่งชลประทานทั้งขนาดใหญ่ ขนาด
ี่
ี
กลาง และขนาดเล็กมประสิทธิภาพมากกว่าพื้นทที่อยู่ในเขตชลประทาน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง
สิริสินทร์ หล่อสมฤดี (ม.ป.ป.) ศึกษาการประเมินประสิทธิภาพแรงงานไทยด้วยวิธี พาแนล
ดีอีเอ พบว่า โดยพิจารณาทางปัจจัยน าเข้าภายใต้ข้อมุติผลได้แบบแปรผัน (Variable Return to Scale: VRS)
ศึกษาข้อมูลแรงงานในภาพรวมทั้งประเทศปี พ.ศ. 2544-2553 และแรงงานไทยรายจังหวัดทั้ง 75 จังหวัด
ปี 2549-2552 พบว่า ประสิทธิภาพแรงงานไทยตลอดระยะเวลา 10 ปี อยู่ระดับ 0.990 โดยจ านวน 3 ปีมีค่า
ิ
ความมีประสิทธิภาพและจ านวน 7 ปี มีค่าใกล้ความมีประสิทธิภาพ และเมื่อพจารณาจากค่าประสิทธิภาพต่อ
ขนาดอยู่ในระดับเฉลี่ย 0.911 ซึ่งใกล้ค่าความมีประสิทธิภาพต่อขนาด โดยมีจ านวน 1 ปี มีค่าความมี
ประสิทธิภาพ และอก 9 ปี มี่ค่าใกล้เคียงความมีประสิทธิภาพ ในส่วนของการวิเคราะห์รายจังหวัดทั้ง
ี
ิ่
3 ช่วงเวลาแล้วพบว่า ค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพแรงงานเพมขึ้น อยู่ในระดับ 1.000 โดยแนวโน้ม
ของประสิทธิภาพแรงงานภาครวมทั้งประเทศและการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพแรงงานรายจังหวัดนั้นอยู่ใน
ระดับใกล้เคียงกับค่าความมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของดวงใจ วงศ์วิวัฒน์ไชย (2546) และจารึก สิงหปรีชา และ นิติ
พงษ์ ส่งศรีโรจน์ (2550) ศึกษาความเจริญเติบโตของผลิตภาพปัจจัยการผลิตโดยรวมของภาคการเกษตรใน
ิ
ภาคใต้และการวัดประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวหอมมะลิอนทรีย์ที่ได้รับการรับรอง โดยท าการ
เปรียบเทียบเครื่องมือ Data Envelopment Analysis (DEA) และStochastic Frontier Analysis (SFA)
พบว่า ทั้งสองวิธีมีขนาดและทิศทางใกล้เคียงกัน แต่ค่าที่ได้จากการประมาณค่าแบบ DEA มีการกระจายตัวสูง
กว่า และวิธี DEA แบบผลตอบแทนต่อขนาดคงที่ให้ค่าดีกว่าการวัดประสิทธิภาพ DEA แบบผลตอบแทนต่อ
ขนาดผันแปร

