Page 32 - ความต้องการแรงงานของครัวเรือนภาคการเกษตรตามชนิดสินค้าและขนาดฟาร์ม
P. 32

13



                  วัดผลิตภาพแรงงานจึงใช้รายได้สุทธิ (รายได้ทางการเกษตร-ค่าวัสดุการลงทุน) กับปัจจัยด้านแรงงานหรือ

                  จ านวนแรงงาน (คน) ซึ่งสามารถเขียนสมการได้ดังนี้


                                          รายได้สุทธิทางการเกษตร
                         ผลิตภาพแรงงาน =                                                                 (2.5)
                                              จ านวนแรงงาน

                             เมื่อศึกษากิจกรรมต่างๆในด้านเกษตรพบว่า การท างานภาคการเกษตรส่วนใหญ่มีลักษณะ

                  เป็นไปตามฤดูกาล ไม่เกิดขึ้นสม่ าเสมอตลอดปี โดยเฉพาะพชผลทางการเกษตร ท าให้เกิดปัญหาการใช้แรงงาน
                                                                   ื
                  ไม่เต็มที่ และนอกฤดูการผลิตแรงงานในภาคเกษตรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังนอกภาคเกษตร ดังนั้นการวัด

                  ผลิตภาพแรงงานของแต่ละธุรกิจฟาร์มจ าเป็นต้องค านวณหาจ านวนแรงงานที่ใช้ในการท างานภาคเกษตรที่เป็น

                  หน่วยมาตรฐานที่เรียกว่า Person-year  equivalent  (PYE*)  ก่อน ดังนั้นในการค านวณหา PYE  ของแต่ละ

                  ครัวเรือนสามารถท าได้โดยรวมจ านวนวันที่ใช้แรงงานในภาคเกษตรทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นแรงงานของเจ้าของ

                  แรงงานในสมาชิกในครัวเรือน และแรงงานจ้าง แล้วน ามาหาร 365 วัน จะได้จ านวนแรงงานมาตรฐานในรูป

                  ของ PYE ของแต่ละฟาร์ม ซึ่งส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2550) ได้ยกตัวอย่างดังนี้

                           ครัวเรือนมีแรงงานภาคการเกษตร 5 คน จากแหล่งต่างๆต่อไปนี้

                             -  แรงงานเจ้าของฟาร์ม   ท างานในฟาร์ม  365 วัน
                             -  แรงงานครอบครัว 2 คน  ท างานในฟาร์มรวมกัน 120 วัน

                             -  แรงงานจ้าง 2 คน       ท างานในฟาร์มรวมกัน 150 วัน

                                                      รวมจ านวนวันทั้งหมด 635 วัน

                             เมื่อเปลี่ยนมาอยู่ในรูปของ PYE  ได้เท่ากับ 1.74  PYE (ค านวณได้จากสูตร 635 หาร 365

                  หรือ 635/365=  1.74)  หมายความว่า ครัวเรือนมีแรงงานมาตรฐานที่สามารถท างานในฟาร์มได้เต็มที่ตลอด

                  ทั้งปี เท่ากับ 1.74

                         2.2.2 การวัดประสิทธิภาพโดยใช้ Data Envelopment Analysis (DEA)


                             การวัดประสิทธิภาพโดยใช้ Data Envelopment Analysis (DEA) เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความ

                                                                                  ั
                  นิยมในการวัดประสิทธิภาพ ซึ่งแนวคิดการวัดประสิทธิภาพด้วยวิธี DEA ถูกพฒนาขึ้นโดย Charnes, Cooper
                  และ Rhodes(1978) และเรียกแบบจ าลองนี้ว่า CCR โดยอาศัยแนวคิด Linear programming ซึ่งถูกค านวณ

                  ขึ้นโดยวิธีการทางคณิตศาสตร์ โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ของปัจจัยการผลิต และผลผลิต ค านวณหาค่าคะแนน

                                                                                                ั
                  ประสิทธิภาพโดยเปรียบเทียบกับขอบเขตประสิทธิภาพที่สร้างขึ้น ซึ่งในการค านวณหาฟงก์ชันขอบเขต
                                                                      ั
                  ประสิทธิภาพจะเริ่มจากการก าหนดรูปแบบฟังก์ชันก่อน เช่น ฟงก์ชันการผลิตแบบ Cobb-Douglas, CES หรือ
                                                                                       ิ
                                                                                               ี
                  ฟงก์ชันในรูปแบบอนๆเพอขยายแนวคิดวิธีการวัดของ Farrell ที่เป็นการวัดโดยพจารณาเพยงผลผลิตอย่าง
                   ั
                                       ื่
                                  ื่
   27   28   29   30   31   32   33   34   35   36   37