Page 21 - การใช้ภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู
P. 21

๔


                                      ใชอวัจนภาษาแทนการขยายความ เปนการใชอวัจนภาษาเพื่อใหผูรับสารเขาใจ
                        วัจนภาษายิ่งขึ้น

                                      ใชอวัจนภาษาย้ำความใหหนักแนน เปนการใชอวัจนภาษารวมกับวัจนภาษาใน
                                                                                             
                        ความหมายเดียวกัน เพื่อย้ำความใหหนักแนนยิ่งขึ้น เชน พูดวา “หมวกใบนี้ใชหรือไม” พรอมทั้ง
                                ้
                                ึ
                        ยกหมวกขนประกอบ
                                      ใชอวัจนภาษาเนนความ เปนการใชอวัจนภาษาย้ำความหมายของวัจนภาษาทำให
                        ความหมายเดนชัดขึ้น เชน ใชตัวอักษรหนาพิเศษแสดงวา เปนขอความที่ตองการเนน
                                      ใชอวัจนภาษาขัดแยงกัน เปนการใชอวัจนภาษาที่ใหความหมายขัดแยงกับ
                        วัจนภาษาผูรับสารตองสังเกตผูสงสารเพื่อจะทราบความรูสึกที่แทจริงของผูสงสาร เชน

                                                                        ่
                                             ผูสงสารพูดวา   “โกรธไหมคะทีใหรอนาน”
                                             ผูรับสารตอบวา  “ไมโกรธคะ” แตมีสีหนาบึ้งตึง
                                                                              ผูสงสารก็รูไดวา ผูรับสารโกรธ
                                      ใชอวัจนภาษาควบคุมปฏิสัมพันธระหวางการสื่อสาร  เปนการใชสายตา  สีหนา
                        น้ำเสียง  กิริยา  ทาทางเพื่อสรางความสัมพันธอันดีระหวางกันในการสื่อสาร  เชน    การมีสีหนา

                        เศราสลดเมื่อทราบขาวการสูญเสีย การแสงดความดีใจที่ไดพบกัน เปนตน
                                  ๒)  ความสัมพันธระหวางเสียงกับความหมาย
                                  คำในภาษาสวนมากเสียงกบความหมายไมสัมพันธกันการที่เสียงหนึ่งมีความหมายอยาง
                                                        ั
                        หนึ่งเปนเรื่องของการตกลงกันของคนแตละกลุมแตละพวก  เชน
                                    คำที่ใชเรียกที่อยูอาศัย   ภาษาไทย    ใชวา   บาน
                                                            ภาษาจีนแตจิ๋ว  ใชวา   ฉุ
                                                            ภาษาญี่ปุน    ใชวา   อุจิ
                                                                                          ี
                                                            ภาษาเขมร      ใชวา   ผทะ (เพตยะห)
                                                            ภาษาฝรั่งเศส   ใชวา   เมซอง
                                  ตัวอยางคำที่เสียงกับความหมายสัมพันธกันในดานการเลียนเสียงธรรมชาติ เชน
                                                                ๊
                                                            
                                             เสียงวัสดุ เชน แกก กริง เพลง
                                             เสียงรองของสัตว  เชน กา  กาเหวา ตุกแก
                                             เสียงจากธรรมชาติ  เชน  ครืน  เปรี้ยง  อู
                                                   ี่
                                             เสียงทเกิดจากสิ่งนั้น ๆ  เชน กริ่ง หวูด  หวอ


                                  นอกจากเสียงกับความหมายจะสัมพันธกันเพราะการเลียนเสียงธรรมชาติแลว  ก็อาจจะ
                        สัมพันธกันเพราะเสียงสระและพยัญชนะไดดวย

                                  สัมพันธกันเพราะเสียงสระ  เชน

                                      ชายขาเปเดินเซเหไปหาคนหนาเบ  ตาเข  ฟนเก  ซึ่งยืนอยูขางรานที่โยเย สระเอ
                        หมายถึง ไมตรง ยกเวนคำวา เด
                                      เด็กตัวปอมเดินนอมตัวคอมหลังออมไปหาเพื่อนที่นั่งลอมวงอยู  สระ  ออ+ม  สะกด
                                   ี่
                        หมายถึง สิ่งทกลมเปนวงหรือคูเขาหากัน
   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25   26