Page 22 - การใช้ภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู
P. 22

๕



                                  สัมพันธกันเพราะเสียงพยัญชนะ เชน

                                      เขาขึ้งเคียดแคนเคองขุนของเพราะถูกขัดขวาง
                                                     ื
                                      หนวยเสียง /ค/  มีความหมายเกี่ยวกับความโกรธ  ความไมพอใจ

                                      ตาแกเดินยักแยยักยัน  มัวยงโยยงหยกทำหยุกหยิก  เคี้ยวหมากหยับ ๆ

                                      หนวยเสียง /ย/  แสดงอาการเคลื่อนไหว  ไมอยูนิ่ง
                                                                           

                                  คำภาษาถิ่นอีสานประเภทคำขยายจะใชเสียงสระบอกขนาดเล็ก ใหญ เชน

                                    สระโอะ สระโอ  บอกขนาดใหญ  เชน  อาปากโจโว
                                    สระเอาะ สระออ  บอกขนาดเล็ก  เชน  เด็กอาปากจอวอ
                                    สระอิ สระอี   บอกขนาดเล็กที่สุด  เชน  รูเล็กจีวี

                                  ภาษาไทยพบวาคำที่เสียงกับความหมายสัมพันธกันนั้นมีนอยกวาคำที่เสียงกับ

                        ความหมายไมสัมพันธกันดังนั้นการเลือกใชคำจึงตองเลือกใชใหเหมาะสมกับกาลเทศะ

                                                                             
                                  ๒.๒   หนวยในภาษาประกอบกันเปนหนวยที่ใหญขึ้น

                                  หนวยในภาษา หมายถึง สวนประกอบของภาษา เชน เสียง คำ ประโยค ซึ่งผูใชจะนำ
                        หนวยเสียงที่เล็กที่สุดซึ่งไมมความหมายในตัวเอง คอ  หนวยเสียง  พยัญชนะ  สระ  วรรณยุกต มา
                                                                 ื
                                              ี
                                ั
                        ประกอบกนเปนคำ  ภาษาไทยมีพยัญชนะ  ๒๑ เสียง สระเดี่ยว  ๑๘ เสียง สระประสม ๖ เสียง
                        วรรณยุกต ๕ เสียง เมื่อนำเสียงเหลานั้นมาประกอบกันเขาทงหมดก็จะไดคำเพมมากขึ้น  โดยไมจำกัด
                                                                        ั้
                                                                                       ิ่
                        จำนวน  และเมื่อนำคำเหลานั้นมาสรางคำใหม  สรางกลุมคำและสรางประโยค  จะไดอีกไมจำกัด
                        จำนวน


                                  ความหมายของหนวยคำ

                                  หนวยคำเดียวกันจะตองมความหมายคงเดิมเสมอไมวาจะปรากฏที่ตำแหนงใดใน
                                                       ี
                        ประโยค เชน คำวา “ไป”

                                                   
                                             คุณแมไปไหน
                                                   
                                             คุณแมจะไปดวยกันไหม
                                                   
                                             คุณแมไปใหไกลๆ ลูกหนอย
                                                   
                                             คุณแมอยากจะไปกเชิญซิเชิญไป
                                                             ็
                                    คำวา “ไป”  ในประโยคเหลานี้ ตางกมีความหมายเหมือนเดิม  เพราะฉะนั้นจึงเปน
                                                                     ็
                        หนวยคำเดียวกันแตถาหนวยคำนั้นมีความหมายตางกัน จัดวาเปนคนละหนวยคำ เชนคำวา “ขัน”
                                             เขาใชขันตักน้ำ       ทำหนาที่   นาม      แปลวา  ภาชนะชนิดหนึ่ง
                                             เขาขันเชือก           ทำหนาที่   กริยา     แปลวา   ทำใหแนน

                                                                                              ็
                                             เขาทำงานแข็งขัน       ทำหนาที่   วิเศษณ  แปลวา   แขงแรง
                                                                                   
   17   18   19   20   21   22   23   24   25   26   27