Page 160 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 160
152
ั
เขากลับสงสัย จึงเรียกผู้รบใช้คนหนึ่งมาถาม เขาโมโห และไม่ได้เข้าไปข้างใน เมื่อทราบเรื่องจากคนใช้
เขาก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง การกลับมาของน้องชายหาได้เป็นสาเหตุแห่งความยินดีของเขาไม่ ยิ่งกว่านั้น เขา
รู้สึกอิจฉาริษยาที่บิดาของเขาได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับน้องชาย บิดาจึงออกมาขอร้องให้เข้าไป เราเห็นความ
รักของบิดาต่อลูกชายทั้งสองคน เขาได้อ้อนวอนให้ลูกชายคนโตเป็นคนใจกว้าง พร้อมที่จะอภัยโทษ
่
เช่นเดียวกับเขา และอ้อนวอนให้เขาเข้ามารวมแสดงความยินดีกับน้องชายที่กลับมาแล้ว ลูกรับใช้พ่อมา
นานหลายปีแล้ว ไม่เคยฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อเลย คำพูดของลูกคนโตทำให้เราคิดถึงคำภาวนาที่โอ้อวดของฟา
ริสีคนนั้นที่เข้าไปภาวนาในพระวิหารพร้อมกับคนเก็บภาษี พ่อก็ไม่เคยให้ลูกแพะแม้แต่ตัวเดียวแก่ลูกเพื่อ
เลี้ยงฉลองกับเพื่อนๆ การที่เขาทำงานอยู่ในบ้านนั้น คงไม่ใช่เพื่อทำให้บิดาพอใจอย่างเดียว แต่คงเพื่อหวัง
บำเหน็จรางวัลด้วย บิดาจึงได้ตอบว่า “ลูกเอ๋ย ลูกอยู่กับพ่อเสมอมา ทุกสิ่งที่พ่อมีก็เป็นของลูก” จาก
ประโยคนี้แสดงว่าการอยู่กับบิดาและการทำงานเพื่อให้บิดาพอใจนั้นก็เป็นบำเหน็จรางวัลสำหรับลูกที่
กตัญญูรู้คุณแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็คงจะได้รับมรดกอย่างแน่นอน แต่พอลูกคนนี้ของพ่อกลับมา
เขารู้สึกมีความขมขื่นและมีความอิจฉาริษยาอย่างแน่นอน เขาไม่ได้พูดว่า “น้องชายของผม” แต่เขาให้
่
ศัพท์ว่า “ลูกของพ่อ” ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนสารเลวเชนนั้นไม่สมจะได้รับชื่อว่าเป็นน้องชายของเขา แต่พ่อ
ิ
ของเขาก็ยังถือว่าเป็นลูก แต่จำเป็นต้องเลี้ยงฉลองและชื่นชมยินดี เพราะน้องชายคนนี้ของลูก... บดา
ยังคงเน้นว่าที่จัดให้มีการรื่นเริงนั้นเหมาะสมและถูกต้องยิ่งนัก และยังเน้นอีกว่าเป็นหน้าที่ของลูกชายคนโต
ที่จะต้องร่วมยินดีด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่า น้องชายของเจ้าคนนี้ตายไปแล้ว เกิดใหม่ก็ว่าได้ เราไม่ทราบ
ปฏิกิริยาของบุตรชายคนโตว่าเป็นอย่างไร เพราะพระองค์ไม่ได้เล่าต่อ พระองค์ต้องการจะทิ้งเรื่องไว้เพียง
แค่นั้น เพราะการตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับชาวฟาริสี พวกเขาควรจะต้องมีปฏิกิริยาต่อเพื่อนพี่น้องคนบาปของ
ี้
เขาอย่างไร หลังจากที่ได้ฟังอุปมาของพระองค์แล้ว เขาอาจจะเข้ามาร่วมงานเลยงได้ เพราะพระเป็นเจ้า
เองก็ได้ทรงเชื้อเชิญพวกเขา ความรักของบิดายังต้องการสวมกอดของพวกเขาด้วย พระราชัยสวรรค์
เปิดรับทุกคนที่ถือตามบัญญัติทั้งสองประการคือ ความรักต่อพระเป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ และความรักต่อ
เพื่อนมนุษย์เหมือนที่พระเยซูเจ้าทรงรักเรา
หญิงคนบาป (ลก 7:36-50)
36 มีคนหนึ่งในพวกฟาริสีเชิญพระองค์ไปเสวยพระกระยาหารกับเขา พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในเรือน
37
ู้
ของคนฟาริสีคนนั้น แล้วเอนพระกายลง และดูเถิด มีผู้หญิงคนหนึ่งของเมืองนั้นเคยเป็นหญิงชั่ว เมื่อรว่า
38
พระองค์ทรงเอนพระกายเสวยอยู่ในบ้านของคนฟาริสีนั้น นางจึงถือผอบน้ำมันหอม มายืนอยู่ข้างหลัง
ใกล้พระบาทของพระองค์ ร้องไห้น้ำตาไหลเปียกพระบาท เอาผมเช็ด จุบพระบาทของพระองค์มาก และ
่
39
เอาน้ำมันนั้นชโลม ฝ่ายคนฟาริสีที่ได้เชิญพระองค์ เมื่อเห็นแล้วก็นึกในใจวา ถ้าท่านนี้เป็นผู้เผยพระวจนะ
40
ก็คงจะรู้ว่า หญิงผู้นี้ที่ถูกต้องกายของท่านเป็นผู้ใดและเป็นคนอย่างไร เพราะนางเป็นคนชั่ว ฝ่ายพระเยซู
ตรัสตอบเขาว่า ซีโมนเอ๋ย เรามีอะไรจะพูดกับท่านบ้าง เขาทูลว่า ท่านอาจารย์เจ้าข้า เชิญพูดไปเถิด 41
พระองค์จึงตรัสว่า เจ้าหนี้คนหนึ่งมีลูกหนี้สองคน คนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าร้อยเหรียญเดนาริอัน อีกคนหนึ่ง
42
เป็นหนี้เงินห้าสิบเหรียญ เมื่อเขาไม่มีอะไรจะใช้หนี้แล้ว ท่านจึงโปรดยกหนี้ให้เขาทั้งสองคน ในสองคน
นั้น คนไหนจะรักนายมากกว่า ซีโมนจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าคนที่นายได้โปรดยกหนี้ให้มาก ก็เป็นคนที่
43
รักนายมาก พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ท่านคิดเห็นถูกแล้ว พระองค์จึงทรงเหลียวหลังดูผู้หญิงนั้น และ
44
ตรัสแก่ซีโมนว่า ท่านเห็นผู้หญิงนี้หรือ เราได้เข้ามาในบ้านของท่าน ท่านมิได้ให้น้ำล้างเท้าของเรา แต่นาง
ได้เอาน้ำตาชำระเท้าของเราและได้เอาผมของตนเช็ด ท่านมิได้จูบเรา แต่ผู้หญิงนี้ตั้งแต่เราเข้ามา มิได้
45

