Page 162 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 162
154
หนี้อยู่ห้าสิบเหรียญ หนึ่งเหรียญในสมัยของพระเยซูเจ้ามีค่าเท่ากับค่าแรงของคนงานหนึ่งวัน ในที่นี้
พระองค์ต้องการเน้นว่าคนหนึ่งเป็นหนี้มากกว่าอีกคนหนึ่งถึงสิบเท่า ทั้งสองคนไม่มีอะไรจะใช้หนี้ ลูกหนี้
สองคนทำหนี้สินไว้มากใช้ได้ แต่เจ้าหนี้เป็นคนมีเมตตาจิต เมื่อคิดว่าลูกหนี้สองคนไม่มีทางที่จะจัดหาเงินมา
ชำระหนี้ได้ในขณะนั้นและอนาคต เขาก็ยกหนี้ให้ทั้งหมดอย่างใจกว้าง พระเยซูเจ้าจึงถามซีโมนว่าลูกหนี้คน
ไหนรักเจ้าหนี้มากกว่ากัน และซีโมนได้ตอบอย่างถูกต้องว่า คนที่เจ้าหนี้ยกหนี้สินให้มากกว่า พระองค์ทรง
ผินพระพักตร์มาทางหญิงผู้นั้น ตรัสกับซีโมนว่า... พระเยซูเจ้าจึงประยุกต์เรื่องที่เล่าโดยเปรียบเทียบการ
กระทำของผู้หญิงคนนั้น และการต้อนรับของซีโมน พระองค์เสด็จเข้ามาในบ้านของซีโมนในฐานะที่เป็น
แขก ตามธรรมเนียมชาวยิวที่เป็นเจ้าของบ้านจะต้องล้างเท้า จูบเพื่อต้อนรับและเจิมศีรษะแขกผู้มีเกียรติ
ด้วยน้ำมันหอม ซีโมนไม่ได้ทำอะไรเลยกับพระเยซูเจ้าตามที่กล่าว ทั้งนี้เพราะเขาไม่ได้ถือว่าพระองค์เป็น
แขกที่มีเกียรติ ไม่ได้ถือว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ ส่วนหญิงคนนั้นได้ล้างเท้าพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ด้วยน้ำ
ธรรมดา แต่ด้วยน้ำตา และได้จูบพระบาทนับครั้งไม่ถ้วน และได้ชโลมพระบาทไม่ใช่ด้วยน้ำมันธรรมดา แต่
ด้วยน้ำหอมที่มีค่าที่นางอาจหาได้ เพราะฉะนั้นเรากล่าวแก่ท่านว่า พระเยซูเจ้าสรุปอุปมาให้ซีโมนฟัง
กล่าวคือ หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนบาปตามที่เขาคิดต่อไปแล้ว พระองค์ได้อภัยบาปให้แก่เขาแล้ว เพราะว่านางได้
สำนึกถึงหนี้สินมากมายที่พระองค์ได้ทรงยกให้นาง จึงได้แสดงความรักอันใหญ่หลวงและสำนึกในพระคุณ
โดยการชโลมพระบาทของพระองค์ด้วยน้ำหอมและน้ำตา บาปมากมายของนางได้รับการอภัยแล้ว พระ
เยซูเจ้าทรงประกาศว่าบาปของนางได้ถูกยกแล้ว แน่นอน นางจะต้องได้รับความบรรเทาใจอย่างใหญ่หลวง
จากคำพูดของพระองค์ ในเวลาเดียวกันก็เป็นข้อพิสูจน์สำหรับซีโมนด้วยว่า พระเยซูเจ้ามิใช่เป็นเพียง
ประกาศกธรรมดาเท่านั้น ซึ่งซีโมนก็เคยสงสัย แต่ใหญ่กว่าประกาศก เพราะพระองค์ทรงทราบถึงส่วนลึก
่
ในหัวใจของคนบาป และประกาศว่านางไม่มีบาปแล้ว ยิ่งกวานั้นอีก พระองค์ก็ยังได้ทรงสอนในอุปมาว่า
พระองค์ได้ทรงยกหนี้สินอันมากมายให้แก่นาง ผู้ที่ได้รับการอภัยน้อยก็ย่อมมีความรักน้อย ตรงกันข้าม
ี
ซีโมนคิดว่าตนเองมีบาปน้อยหรือมีหนี้สินน้อยต่อพระเป็นเจ้า เพราะชาวฟาริสต่างก็มีความคิดนี้เหมือนกัน
คือพวกเขาไม่ใช่คนบาปหนา เขาจึงเป็นหนี้พระเป็นเจ้าและพระเยซูเจ้าน้อย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นการ
ต้อนรับอันเย็นชาของเขาต่อพระเยซูเจ้า เมื่อเปรียบเทียบกับความกตัญญูและความรักอยางสุดซึ้งของหญิง
่
้
คนบาป ซึ่งรู้และยอมรับตัวเป็นคนบาป และได้ทำหนี้สินไว้กับพระเป็นเจามากมาย ฉะนั้นนางจึงได้แสดง
ความกตัญญูกตเวทีถึงเพียงนั้น บรรดาผร่วมโต๊ะจึงเริ่มพูดกันว่า เมื่อชาวฟาริสีได้ยินเช่นนั้นก็แปลกใจ
ู้
เพราะคำพูดของพระองค์นั้นแสดงว่าพระองค์มีอำนาจยกบาปได้ พระองค์อวดอ้างว่าเป็นพระเป็นเจ้าหรือ
พระองค์เป็นใครกันจึงบังอาจเช่นนี้ เพราะพวกเขาทราบดีว่า มีเพียงพระเป็นเจาเท่านั้นที่มีอำนาจยกบาป
้
ได้ ที่จริงพระองค์ก็เป็นตามที่เขาคิด คือพระองค์เป็นพระเป็นเจ้า และพระองค์ก็มีพระประสงค์ให้เขา
รับทราบเรื่องนี้ด้วย ความเชื่อของเจ้าช่วยเจาให้รอดพ้นแล้ว จงไปเป็นสุขเถิด อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ก็
้
็
แสดงให้เหนว่าหญิงคนบาปที่พวกเขาประมาทนั้นสูงกว่าพวกเขาเสียอีก นางได้เชื่อว่าพระองค์เป็นพระผู้ไถ่
ซึ่งยกบาป (ยน 1:29) นางเชื่อว่าพระองค์ทรงพระทัยเมตตาและมีอำนาจที่จะยกบาปของนางได้ แม้นางจะ
มีบาปมากมายและหนักเพียงไรก็ตาม ขอแต่ให้นางสำนึกในความผิดก็พอ นางได้สำนึกผิดและนางก็ได้รับ
้
อภัยโทษทั้งหมด พระองค์จึงตรัสว่าให้นางไปในสันติสุข สันติสุขกับพระเป็นเจาและกับตัวเอง
เอกลักษณ์ของคริสต์ศาสนา
การที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้น เป็นการแสดงความรักอันปราศจากขอบเขตของพระ
เป็นเจาที่มีต่อเรา จนกระทั่งว่าเราไม่สามารถจะเข้าใจได้ และบางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไร
้

