Page 163 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 163
155
็
็
ก็ตาม พระบุตรของพระเปนเจ้าก็ได้เสด็จมาบังเกิดเปนมนุษย์เหมือนเราทุกอย่าง เว้นแต่ว่าพระองค์ไม่มี
บาป ทั้งนี้ก็เพื่อไถ่บาปของโลก พระองค์ได้ทรงเปิดประตูสวรรค์ให้เราอีกครั้งหนึ่ง โดยการพลีชีพบนเนิน
กัลวารีโอ และได้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิต และยังได้ทรงประทานเครื่องมือเพื่อเราทุกคนจะได้บรรล ุ
ถึงพระอาณาจักรสวรรค์ เนื่องจากความรักอันปราศจากขอบเขตของพระเจา พระองค์จึงได้ทรงไถ่
้
มนุษยชาติ เพราะฉะนั้น มนุษยชาติก็ต้องตอบแทนความรักของพระองค์ด้วยความรักเช่นเดียวกัน แม้
ความรักของมนุษย์จะมีขอบเขตก็ตาม นักบุญยอห์นได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าพระเจาทรงรักเราเช่นนี้ เราก็ควร
้
จะรักกันด้วย” (1ยน 4:11) ที่จริงนักบุญยอห์นก็ไม่ได้พูดอะไรใหม่ ท่านเพียงแต่จำคำสั่งของพระอาจารย์
เจ้าที่ได้เคยตรัสอย่างหนักแน่นว่า ผู้ที่จะติดตามพระองค์อย่างแท้จริงจะต้องมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์
“เราให้บทบัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอยางไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้น
่
เถิด ถ้าท่านมีความรักต่อกันและกัน ทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา “(ยน 13:34-35) เพราะฉะนั้น
สำหรับทุกคนที่พระคริสตเจ้าได้ทรงไถ่ และสำหรับผู้ติดตามพระคริสตเจ้า ความรักฉันพี่น้องควรจะเป็น
เอกลักษณ์ที่เด่นชัด แม้แต่คริสตชนที่ใจเย็นเฉยก็ยอมรับความจริงข้อนี้ทางทฤษฎี สำหรับคริสตชนที่มีใจ
ร้อนรนอย่างแท้จริงนั้นก็ได้รับเอาไปปฏิบัติด้วยความมานะและพากเพียร ธรรมชาติมนุษย์เรามักจะเห็น
แก่ตัว แก้แค้น ไม่ยอมอภัยโทษให้ง่ายๆ และมักจะมีอคติ คริสตชนที่แท้จริงจะต้องพยายามปราบความ
โน้มเอียงไปในทางชั่วเหล่านี้ ถ้าหากเขาจะมองเห็นเสมอว่า มนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นบุตรของพระเป็นเจา
้
และเป็นพี่น้องของพระคริสตเจ้า พระอาจารยเจ้าผู้อารทรงทราบดีว่า การที่เราจะรักเพื่อนมนุษย์ทุกคนนั้น
์
ี
ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่เพียงแต่ทรงสั่งให้เรารักกันและกันเท่านั้น แต่พระองค์ยังได้ทรง
เล่าอุปมาเพื่อสอนเราด้วย เพื่อว่าเราจะได้ปราบความเห็นแก่ตัว ความใจแข็ง อคติ ซึ่งเป็นศัตรูอย่างร้าย
กาจต่อความรักแบบคริสตชน
การเลือกเชิญแขก (ลก 14:12-14)
12 ฝ่ายพระองค์ตรัสกับคนที่เชิญพระองค์ว่า เมื่อท่านจะทำการเลี้ยงจะเป็นกลางวันหรือเวลาเย็นก็
ตาม อย่าเชิญเฉพาะเหล่ามิตรสหาย หรือพี่น้องหรือญาติหรือเพื่อนบ้านที่มั่งมี เกลอกว่าเขาจะเชิญท่านอีก
ื
13
และท่านจะได้รับการตอบแทน แต่เมื่อท่านทำการเลี้ยง จงเชิญคนจน คนพิการ คนเขยก คนตาบอด 14
แล้วท่านจะเป็นสุข เพราะว่าเขาไม่มีอะไรจะตอบแทนท่าน ด้วยว่าท่านจะได้รับตอบแทนเมื่อคนชอบธรรม
เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว
แม้ว่าผู้นิพนธ์พระวรสารจะไม่เรียกอย่างแจ่มแจ้งว่า เรื่องที่พระเยซูเจ้าได้ทรงตรัสสอนนั้นเป็น
อุปมา ถึงกระนั้นก็ดี ท่านก็ได้ใส่เรื่องนี้ไว้ในชุดเรื่องอุปมา และเรื่องนี้ก็มีลักษณะคล้ายอุปมาด้วย พระเยซู
เจ้าได้ทรงเล่าเรื่องนี้ให้ฟาริสีฟังในโอกาสที่เขาเชิญพระองค์ไปรับประทานอาหาร เมื่อท่านจัดเลี้ยงอาหาร
การเชื้อเชิญแขกให้มาทานเลี้ยง เป็นเครื่องหมายถึงการมีน้ำใจดีและมิตรภาพ และเป็นสิ่งที่ทำกันนับแต่
ี
เริ่มมีมนุษย์ แต่น่าเสยดายที่บางครั้งกิจการอันน่าเลื่อมใสและที่เป็นเครื่องหมายของเมตตาจิตนี้ต้องเปื้อน
หมองไป เพราะการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อให้แขกเชิญเราเป็นการตอบแทน เพราะฉะนั้น พระ
อาจารยเจ้าจงได้ตรัสกับชาวฟาริสีว่า อย่าเชิญมิตรสหาย พี่น้องหรือเพื่อนบ้านที่มั่งมี แขกที่พระเยซูเจ้า
ึ
์
ื่
ได้พบเห็นในวันนั้นเป็นเพอน ญาติพี่น้องของเจ้าภาพทั้งนั้น ที่เขาเลือกเชิญเฉพาะคนรวยๆ ก็เพื่อจะให้พวก
นั้นเชื้อเชิญเขาเป็นการตอบแทนบ้างในโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้น การจัดงานเลี้ยงจึงไม่ใช่มาจากเมตตาจิต
อย่างแท้จริง แต่เพื่อผลประโยชน์มากกว่า จงเชิญคนยากจน คนพิการ คนง่อย คนตาบอด คนที่ต้องการ
ความช่วยเหลือ และคนที่ไม่มีทางจะเชิญเขาเป็นการตอบแทน และนี่แหละคือเมตตาจิตอย่างแท้จริง

