Page 178 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 178
170
กันเองตามความพอใจของทั้งสองฝ่าย ครั้นได้ตกลงค่าจ้างวันละหนึ่งเหรียญกับคนงานแล้ว เจ้าของสวน
ในอุปมาได้เลือกคนงานไว้กลุ่มหนึ่ง และจ้างเป็นรายวัน โดยจะให้ค่าจ้างวันละ 1 เหรียญ ซึ่งเป็นอัตรา
ค่าแรงตามปกติในสมัยนั้น เขาได้ออกไปในโมงที่สาม ที่หก และที่เก้า ชาวโรมันแบ่งเวลากลางวัน
ออกเป็น 12 ชั่วโมง คือตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น และในสมัยพระเยซูเจ้า ชาวยิวก็ถือตามนี้
เพราะฉะนั้น เจ้าของสวนก็ได้ออกไปจ้างคนงานครั้งแรกตอน 6 โมงเช้า ต่อมาก็ 9 โมง เที่ยง บ่าย 3 โมง
และตอนเย็น 6 โมง ตามลำดับ ที่เขาจ้างในเวลาไม่พร้อมกันอาจจะเป็นเพราะว่าครั้งแรกเขาคงคำนวนไม่
ดี และกลัวว่างานคงจะไม่เสร็จอีก จึงต้องจ้างคนงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่พระเยซูเจ้าได้ทรงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อ
จะเป็นคำสอนของพระองค์มากกว่าก็เป็นได้ ฉันจะให้ค่าจ้างตามสมควร เจ้าของเสนอค่าจ้างที่ยุติธรรม
่
และยิ่งทียิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ ดีไม่ดีอาจไม่มีใครว่าจ้างก็ได้ ประมาณห้าโมงเย็น พอบ้านออกไปอีก เจ้าของ
ได้จ้างคนงานอีกพวกหนึ่งตอนเย็นมากแล้วให้ไปทำงานในสวนองุ่น เขาถามพวกนั้นว่า ทำไมยืนอยู่เฉยๆ
ตลอดทั้งวัน พวกเขาตอบว่าไม่มีใครจ้าง เจ้าของจึงได้ให้พวกเขาไปทำงาน โดยไม่ได้ตกลงราคากันไว้
ส่วนพวกคนงานก็ไม่ได้ถามถึงค่าจ้างเช่นเดียวกัน เพราะว่ามีเวลาทำงานเหลือเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น สู้
ปล่อยให้นายจ้างทำตามความใจดีของเขาดีกว่า ไปเรียกคนงานมา จ่ายค่าจ้างให้เขา พอ 6 โมงเย็น ทุก
ั่
คนก็เลิกงาน เจ้าของจึงสงให้คนใช้ไปเรียกพวกคนงานมารวมกันเพื่อจะได้รับค่าจ้าง โดยเริ่มจ่ายให้แก่
พวกที่มาที่หลังสุดก่อน การจัดแบบนี้จำเป็นสำหรับคำสอนในนิทานเรื่องนี้ เพราะถ้าหากพวกแรกได้รับ
เงินก่อน พวกเขาก็คงจะกลับบ้าน และคงไม่ทราบว่าพวกที่มาที่หลังได้รับเท่าไร เมื่อพวกที่เริ่มงานเวลา
ห้าโมงเย็นมาถึง เขาได้รับคนละหนึ่งเหรียญ เจ้าของไม่ได้ตกลงกับพวกเขาว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เท่าไร แต่
เนื่องจากเขาเป็นคนมีใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี เขาจึงให้ค่าแรงเท่ากับ 1 วันเต็ม และเขาก็ให้พวกที่มา
ทำงานตอนบ่าย 3 โมง ตอนเที่ยงและตอน 9 โมง คนละ 1 เหรียญ เหมือนกันหมด ไม่มีปัญหาอะไร
เพราะทุกคนก็พอใจ เพราะพวกเขาได้รับค่าจ้างมากกว่าที่พวกเขาหวังจะได้รับเสียอีก เมื่อคนงานพวก
แรกมาถึง เขาคิดว่าตนจะได้รับมากกว่านั้น แต่ก็ได้รับคนละหนึ่งเหรียญเช่นกัน แต่พวกเขาก็บ่นแสดง
ความไม่พอใจทันที ทำไมพวกที่ทำงานเพียงชั่วโมงเดียวจึงได้รับค่าจ้างเท่ากับพวกเขาซึ่งต้องทำงานหนัก
ตลอดวัน พวกเขาคิดว่านี่เป็นการอยุติธรรม แต่เป็นความอยุติธรรมจริง ๆ หรือ เพื่อนเอ๋ย ฉันไม่ได้โกง
ท่านเลย ท่านไม่ได้ตกลงกับฉันคนละหนึ่งเหรียญหรือ จงเอาค่าจ้างของท่านไปเถิด ฉันอยากจะให้คนที่มา
สุดท้ายนี้เท่ากับให้ท่าน ฉันไม่มีสิทธิ์ใช้เงินของฉันตามที่ฉันพอใจหรือ ท่านอิจฉาริษยาเพราะฉันใจดีหรือ
เนื่องจากพวกคุณรู้สึกอิจฉาริษยา พวกคุณจึงเห็นว่าความใจกวางของผมกลายเป็นความอยุติธรรมไป
้
เจ้าของสวนยุติธรรมที่สุด เพราะเขาได้ทำตามที่ได้ตกลงกันไว้ทุกประการ ถ้าหากเขาได้จ่ายให้คนอื่นๆ
คนละเหรียญเท่ากัน เขาก็ไม่ผิดความยุติธรรมต่อพวกแรก แต่เขาเป็นคนมีเมตตาต่างหาก พระเป็นเจ้า
พระองค์ทรงประทานความสุขตลอดทั้งชั่วนิรันดร ก็คล้ายๆ กับเจ้าของสวนจ่ายค่าแรงคนงานนั่นเอง
บางคนบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์โดยอาศัยการทรมานกายทรมานใจใช้โทษบาปเสียนาน บางคนกลายเป็น
นักบุญใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี บางทีไม่กี่วันด้วยซ้ำ เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดพระหรรษทานเป็นพิเศษแก่เขา
สำหรับทุกคนที่บรรลุถึงอาณาจักรสวรรค์ พวกเขาย่อมทราบอยู่ดีว่า รางวัลนั้นใหญ่หลวงเกินกว่าที่เขาจะ
คิดหรือหวัง นักบุญเปาโล กล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดว่า ความทุกข์ทรมานในปัจจุบันเปรียบไม่ได้เลยกับพระสิริ
รุ่งโรจน์ที่จะทรงบันดาลให้ปรากฏแก่เรา “(รม 8:18) เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรจากพระเป็นเจ้า
ฉะนั้น เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปถามพระองค์ว่า ทำไมพระองค์ทรงพระทัยดีต่อคนนั้น ต่อคนนี้ ฯลฯ ทั้ง
นักบุญเปาโล ซึ่งเคยได้สู้ทนความยากลำบากนานกวา 30 ปี เพราะเห็นแก่พระเยซูเจ้า และโจรที่กลับใจ
่
ซึ่งพระเยซูเจ้าได้ทรงสัญญาว่าเขาจะได้เข้าสวรรค์ในวันนั้นเองที่เขากลับใจ ต่างก็ได้รับความยินดีเข้าสู่

