Page 177 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 177
169
ปอนด์ ให้แก่ผู้ที่มี 10 ปอนด์ อยู่แล้ว แต่พระราชาก็ทรงพอพระทัยทำเช่นนั้น เพราะทรงตระหนักดีว่า
คนใช้คนแรกนั้นรู้จักรับผิดชอบ และได้พิสูจน์แล้วว่าเขาได้เสียสละและได้ทำงานเพื่อนายของตนอย่างเต็ม
็
กำลังความสามารถ เขาเปนคนใจกว้างต่อนาย เพราะฉะนั้น นายก็ย่อมจะใจกว้างต่อเขาด้วย ส่วนพวก
ศัตรูของข้าที่ไม่ต้องการให้ข้าเป็นกษัตริย์ จงพามาที่นี่และประหารเสียต่อหน้าข้า เมื่อได้ตัดสินผู้ที่ติดตาม
หรือคนใช้ของพระองค์แล้ว พระองค์ก็หันมาคิดบัญชีกับพวกที่ตั้งตัวเป็นศัตรูของพระองค์อย่างเปิดเผย ใน
ฐานะที่พวกเขาเป็นกบฏ ตามธรรมเนียมในสมัยนั้นพวกเขาจะต้องถูกประหารต่อหน้าพระราชา ในอุปมา
พวกกบฏก็คือชาวฟาริสีและพวกหัวหน้าชาวยิวซึ่งละทิ้งพระเยซูเจ้า ไม่ยอมรับว่าพระองค์ก็คือพระเมสสิ
ยาห์ การที่กรุงเยรูซาเลมถูกทำลายใน ค.ศ. 70 นั้น เป็นการเริ่มต้นแห่งหายนะที่ชาวยิวได้รับเท่านั้น
ในฐานะที่พวกเขาละทิ้งพระเยซูเจ้า ภัยพิบัติที่น่ากลัวมากกว่านั้นมากมายนักกำลังรอคอยเขาอยู่ในวัน
พิพากษาประมวลพร้อม
คนงานในสวนองุ่น (มธ 20:1-16)
1 ด้วยแผ่นดินสวรรค์อุปมาเหมือน เจ้าของสวนคนหนึ่ง ออกไปจ้างคนทำงานในสวนองุ่นของตนแต่
2
3
เวลาเช้าตรู่ ครั้นตกลงกับลูกจ้างวันละเดนาริอันแล้ว จึงใช้ให้ไปทำงานในสวนองุ่น พอเวลาประมาณสาม
ู่
โมงเช้า เจ้าของสวนก็ออกไปอีก เห็นคนอื่นยืนอยเปล่าๆกลางตลาด จึงพูดกับเขาว่า ท่านทั้งหลายจงไป
4
5
ทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด เราจะให้ค่าจ้างแก่พวกท่านตามสมควร แล้วเขาก็พากันไป พอเวลาเที่ยงวัน
6
และเวลาบ่ายสามโมง เจ้าของสวนก็ออกไปอีก ทำเหมือนก่อน ประมาณบ่ายห้าโมงก็ออกไปอีกครั้งหนึ่ง
7
ู่
พบอีกพวกหนึ่งยืนอย จึงพูดกับเขาว่า พวกท่านยืนอยู่ที่นี่เปล่าๆวันยังค่ำทำไม เขาตอบว่า เพราะไม่มีใคร
8
้
จ้างพวกข้าพเจา เจ้าของสวนบอกว่า ท่านทั้งหลาย จงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ
เจ้าของสวนจึงสั่งเจ้าพนักงานว่า จงเรียกคนทำงานมา และให้ค่าจ้างแก่เขา ตั้งแต่คนมาทำงานสุดท้าย
9
10
จนถึงคนที่มาแรก คนที่มาทำงานเวลาประมาณบ่ายห้าโมงนั้น ได้ค่าจ้างคนละหนึ่งเดนาริอัน ส่วนคน
11
ที่มาแรกนึกว่าเขาคงจะได้มากกว่านั้น แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน เมื่อเขารับเงินไปแล้วก็บ่น
12
ต่อว่าเจ้าของสวน ว่า พวกที่มาสุดท้ายได้ทำงานชั่วโมงเดียว และท่านได้ให้ค่าจ้างแก่เขาเท่ากันกับพวก
13
เราที่ทำงานตรากตรำกลางแดดตลอดวัน ฝ่ายเจ้าของสวนก็ตอบแก่คนหนึ่งในพวกนั้นว่า สหายเอ๋ย เรา
14
มิได้โกงท่านเลย ท่านได้ตกลงกันแล้ววันละหนึ่งเดนาริอัน มิใช่หรือ รับค่าจ้างของท่านไปเถิด เราพอใจจะ
ให้คนที่มาทำงานหลังที่สุดนั้นเท่ากันกับท่าน เราจะใช้เงินทองของเราตามใจของเราเองไม่ได้หรือ ทำไม
15
16
ท่านอิจฉาเมื่อเห็นเราใจดี อย่างนั้นแหละ คนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น และคนที่เป็นคนต้นจะ
กลับเป็นคนสุดท้าย
ุ
พระเยซูคริสตเจ้าทรงเล่าอปมาเรื่องนี้เพื่อแสดงว่า รางวัลตลอดชั่วนิรันดรสำหรับมนุษย์เป็นของ
ประทานของพระเป็นเจ้า เป็นของขวัญอันล้ำค่าซึ่งมนุษย์ไม่สามารถจะได้รับโดยอาศัยความสามารถของ
มนุษย์แต่อย่างเดียว แม้มนุษย์จะพยายามอย่างไรก็ตาม ชาวฟาริสีมีความคิดว่าพวกเขาเท่านั้นที่เป็น
สมาชิกในอาณาจักรสวรรค์นี้ ในฐานะที่เป็นประชากรของพระเป็นเจา และพวกเขาคัดค้านคำสั่งสอนของ
้
พระเยซูเจ้าที่สอนว่า คนบาปและคนเก็บภาษีก็มีโอกาสเข้าในอาณาจักรสวรรค์ของพวกเขาด้วย
อาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อบ้านผู้หนึ่งซึ่งออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจ้างคนงานมาทำงานในสวนองุ่น
ในสมัยนั้นในปาเลสไตน์และแม้ในสมัยนี้ด้วย เช่นในประเทศอินเดีย คนที่ต้องการทำงานจะต้องเข้าไปใน
เมืองหรือตามหมู่บ้าน แล้วก็ไปรวมกันในที่สาธารณะหรือตามย่านชุมชน เพื่อรอให้คนอื่นเขาจ้างไปทำงาน
ตามที่เขาต้องการ การจ้างนั้นจะตกลงกันเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์หรือรายวันก็ได้ ส่วนค่าจ้างก็ตกลง

