Page 94 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 94
86
ั
มาพบแล้วมอบให้เป็นหัวหน้าคณะไปแทนตน และกล่าวกำชับว่า “การนทิยะ ฉันจะไม่ไปนะ มอบให้เธอ
เป็นหัวหน้าพากันไป แต่อย่าลืมนำส่วนของฉันมาด้วยละ” เมื่อการันทิยะพาคณะไปแล้วขากลับมาได้พากัน
นั่งพักผ่อนอยู่ข้างเขาลูกหนึ่งใกล้สำนักเรียน เขาคิดหาวิธีที่จะเตือนสติอาจารย์ให้เลิกให้ศีลคนทั่วไป ให้รู้จัก
ให้ศีลแก่ผู้ที่ขอเท่านั้น เดินไปเห็นซอกเขา ฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงจับก้อนหินโยนลงไปที่ซอกเขานั้นพวกศิษย์คน
์
อื่น ๆ ถามว่าทำอะไร ก็ไม่ยอมบอก พวกลูกศิษย์จึงพากันกลับสำนักเรียนไปบอกอาจารย อาจารย์พอมาถึง
ก็ถามขึ้นว่า “การันทิยะ จะมีประโยชน์อะไรกับการทิ้งก้อนหินลงไปในซอกเขานี้ เจ้าทำไปทำไม” การันทิ
์
ยะตอบวา “ผมจักทำแผ่นดินให้เรียบเสมอกันดังฝ่ามือครับอาจารย” อาจารย์” ท่านคนเดียวย่อมไม่
่
่
สามารถถมหุบเหวให้เต็มทำแผ่นดินให้ราบเรียนได้หรอก เกรงวาท่านตายไปก็ยังทำไม่ได้” การันทิยะ” ถ้า
ผมคนเดียวไม่สามารถทำแผ่นดินให้ราบเรียนเสมอกันได้ อาจารย์ก็ไม่สามารถนำมนุษย์ผู้มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน
ให้มีศีลธรรมเสมอกันได้เช่นกันนะ ขอรับ” อาจารย์ได้ฟังแล้วกลับได้สติรู้ว่าตนผิดแล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
“การันทิยะ เจ้าได้บอกความจริงแก่เรา ข้อนี้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แผ่นดินนี้มนุษย์ไม่สามารถจะทำให้
ราบเรียบได้ ฉันใด เราก็ไม่อาจทำมนุษย์ทั้งหลายให้มาอยู่ในอำนาจของเราได้ฉันนั้น” นับตั้งแต่วันนั้น
อาจารย์ก็เลิกให้ศีลแก่ผู้ไม่ขอศีล ให้เฉพาะผู้ที่ขอเท่านั้น
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คนมีทิฏิฐิต่างกันพึงเลือกสอนคนที่ควรสอนเท่านั้น เพราะพระพุทธองค์เปรียบ
บุคคลเหมือนดอกบัว 4 เหล่า 3 พวกแรกสอนได้ พวกหลังสุดปล่อยทิ้งไปเสีย ๛
ลูกสอนพ่อ (สุชาตกุมารชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีปรารภพ่อค้าผู้เศร้าโศกเสียใจกับการตายของ
บิดาอย่างไม่สร่างซาคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดใน
็
ตระกูลพ่อค้าเมืองพาราณสี มีชื่อว่า สุชาตกุมาร เมื่อเติบโตเปนหนุ่ม ปู่ของเขาก็ได้เสียชีวิตลง หลังจากปู่
เสียชีวิตแล้ว บิดาของเขาอยู่ในอาการเศร้าโศกตลอดมา ไม่มีจิตใจทำการค้าขายเลย เมื่อเผาร่างปู่เสร็จแล้ว
ก็นำกระดูกมาบรรจุสถูปดินไว้ในสวนหลังบ้าน เที่ยวไปไหว้กระดูกนั้นแล้วเดินวนเวียนนั่งร้องไห้อยู่ ไม่
อาบน้ำ ไม่กินข้าว ไม่ทำการค้าขาย เป็นประจำทุกวัน สุชาตกุมารเห็นบิดาตกอยู่ในอาการเช่นนั้นจึงคิดหา
วิธีเตือนสติ วันหนึ่งเขาเดินไปนอกบ้านเห็นวัวตายตัวหนึ่ง จึงนำหญ้าและน้ำมาวางไว้ข้างหน้ามัน แล้วพูด
ว่า “จงกิน จงดื่ม” ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเห็นเขาก็ถามว่า “ท่านทำอะไร เป็นบ้าเหรอ ป้อนอาหารให้วัว
ตาย” สุชาตกุมารก็ไม่พูดตอบโต้อะไรยังคงนั่งพูดอยู่อย่างนั้น ชาวบ้านจึงเดินไปบ้านบอกบิดาของเขาให้
้
ทราบว่า สุชาตกุมารเป็นบาแล้ว นั่งป้อนอาหารวัวที่ตายแล้ว บิดาของเขาพอทราบเรื่องก็รีบไปดูด้วยความ
เป็นห่วงลูกชาย ลืมการตายของบิดาไปชั่วขณะ เมื่อไปถึงที่ลูกชายนั่งอยู่จึงถามว่า “ลูก เป็นคนฉลาดมิใช่
หรือ ทำไมจึงป้อนหญ้าป้อนน้ำให้วัวตายเล่า ไม่มีวันที่มันจะฟื้นคืนมาได้ดอก อย่ามานั่งบ่นเพ้อเหมือนคน
ไร้ความคิดเลย” สุชาตกุมารจึงตอบว่า “พ่อ.. วัวตัวนี้ร่างกายมันอยู่ครบบริบูรณ์ดี ผมเข้าใจว่า มันต้องลุก
ขึ้นมากินได้ ส่วนปู่ของเราไม่มีร่างกายแล้วพ่อยังไปนั่งร้องไห้คร่ำครวญหาอยู่ท้ายสวนเป็นประจำ พ่อมิใช่
เป็นคนไร้ความคิดกว่าเหรอ” บิดาจึงได้สติคืนมา กล่าวยกย่องชมเชยสุชาตกุมารแล้วกล่าเป็นคาถาว่า “คน
ผู้มีปัญญา มีใจอนุเคราะห์ ย่อมทำบุคคลให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือนกับสุชาตบุตรของเราทำ
เราผบิดาให้หลุดพ้นความโศก ฉะนั้น”
ู้
ี
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมชาติของชาวโลก อย่าไปอาลัยอาวรณ์อยู่กับผู้ที่เสยชีวิต
กระทำความดีกันเถิด สาธุชนเอ๋ย ๛

