Page 92 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 92
84
่
นางจึงได้ไปขับไล่นางสุนัขจิ้งจอกให้หนีไปอยู่ที่อื่น ฝ่ายนางสุนัขจิ้งจอกพอสามีกลับมาแล้วก็เลาเรื่องนั้นให้
ฟังและชวนกันกลับไปอยู่ถ้ำของตนตามเดิม สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปหาราชสีห์ พูดว่า “นาย..ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก็
นานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นานๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจของเจ้าของบ้าน นางราชสีห์ภรรยาท่านคุกคามลูก
และภรรยาของข้าพเจ้าแล้ว ขอท่านพึงทราบด้วย พวกข้าพเจ้าขอลาไปละ” ราชสีห์ได้ฟังคำของสุนัข
จิ้งจอกแล้วจึงได้เล่าเรื่องสุนัขจิ้งจอกเป้นผู้มีบุญคุณ ช่วยเหลือชีวิตตนขึ้นจากโคลนตมให้นางราชสีห์ฟัง
พร้อมทั้งกล่าวเป็นคาถาว่า “ถึงแม้ว่ามิตรจะมีกำลังด้อยกว่า แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม เขาชื่อว่าเป็นญาติ เป็น
เผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นเพื่อนของเรา นี่นางผู้มีเขี้ยวแหลมคม เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสุนัขจิ้งจอกผู้ให้ชีวิตแก่
เราอีกเลย” นางราชสีห์ฟังคำนั้นแล้วจึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก แต่นั้นมาสัตว์ทั้งหมดก็อยู่อย่างกลมเกลียวกัน
เหมือนเดิมเป็นมิตรกันตลอด 7 ชั่วตระกูล
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: มิตรแท้ ย่อมช่วยเหลือให้พ้นภัยได้ ๛
หมูท้าชนราชสีห์ (สูกรชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภหลวงตารูปหนึ่ง ผู้วิ่งหนีตายไป
ตกหลุมส้วมเปื้อนอุจจาระเต็มตัว ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์
เป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่ภูเขาในป่าหิมพานต์ ในที่ไม่ไกลจากภูเขานั้น มีหมูป่าฝูงหนึ่งอาศัยอยู่
ริมสระน้ำแห่งหนึ่ง และที่ใกล้ๆ สระน้ำนั้นมีฤๅษีกลุ่มหนึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่ อยู่มาวันหนึ่ง ราชสีห์เที่ยวหา
อาหารกินอิ่มแล้วได้มาดื่มน้ำที่สระนั้น ขณะนั้นมีหมูป่าอ้วนตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ริมสระนั้นพอดี ราชสีห์
พอเห็นหมูนั้นแล้วก็นึกในใจว่า “สักวันหนึ่ง เราจะมาจับหมูตัวนี้กิน แต่ถ้ามันเห็นเรา มันจะไม่มาที่นี่อีก”
เพราะกลัวหมูนั้นเห็น จึงหลบไปเสียอีกทางหนึ่ง ฝ่ายเจ้าหมูตัวนั้นพอเห็นราชสีห์แอบไปข้างหนึ่ง กลับคิด
ว่า “ราชสีห์ตัวนี้กลัวเรา พอเห็นหน้าเราแล้วก็วิ่งหลบหนีไป วันนี้เราจะต่อสู่กับราชสีห์ตัวนี้ละ” มันชูหัว
ร้องเรียกราชสีห์ให้มาต่อสู้กันว่า “สหาย เราก็มี 4 เท้า ท่านก็มี 4 เท้าเหมือนกัน กลับมาสู้กันก่อนเถิด
ท่านกลัวเราหรือจึงวิ่งหนีไป” ราชสีห์พอได้ฟังคำท้าของหมูป่านั้นก็พูดขึ้นว่า “เจ้าหมูป่าเพื่อนเกลอ วันนี้
เราไม่สู้กับท่านหรอก แต่อีก 7 วัน เรามาสู้กันที่นี่ก็แล้วกันนะ” ตกลงกันตามนั้นแล้วก็กลับเข้าป่าไป ฝ่าย
เจ้าหมูป่ารู้สึกเบิกบานใจที่จะได้ต่อสู้กับราชสีห์ จึงเรื่องนี้กลับไปเล่าอวดพวกพ้องเป็นการใหญ่ พวกหมูป่า
ตกใจด่ามันว่า “เจ้าหมูอ้วนบ้า เจ้าหาเรื่องฉิบหายมาให้พวกเราเสียแล้ว เจ้าไม่เจียมหัวกบาลตัวเอง ไปท้าสู้
ี
กับเจ้าไพร ราชสีห์จะมาเขมือบพวกเราก็ครั้งนี้ละ” มันพอทราบว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่ไปท้าสู้กับราชสห์
่
ก็กลัวตาย ถามว่า “แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีละท่านทั้งหลาย” พวกหมูปาจึงแนะนำมันวา “เพื่อนเอ๋ย เจ้าจง
่
ไปที่ถ่ายอุจจาระของพวกฤๅษี แล้วเกลือกตัวด้วยอุจจาระ ปล่อยให้แห้งติดตัวสัก 7 วัน พอถึงวันที่ 7 ก็
ู่
เกลือกตัวให้ชุ่มด้วยน้ำค้างตอนเช้า แล้วไปยืนอยเหนือลมก่อนราชสีห์จะมา ชีวตเจ้าจะรอดมาได้” มันได้
ิ
ทำตามนั้น ในวันนัดต่อสู้ ราชสีห์พอมาถึงได้กลิ่นตัวหมูป่านั้นก็พูดขึ้นว่า “เจ้าหมูป่าเพื่อนเกลอ ท่านช่าง
คิดหาชั้นเชิงได้ดีมาก หากท่านไม่เปื้อนอุจจาระ เราจะเขมือบท่านเสียตรงนี้แหละ เราขอยอมแพ้ ให้ท่าน
เป็นฝ่ายชนะก็แล้วกัน” แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า “สุกร..เจ้าเป็นสัตว์สกปรก มีขนเหม็นเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้ง
กระจายไป สหาย... หากท่านประสงค์จะสู้กับเรา เราขอยกชัยชนะแก่ท่าน” ว่าแล้วก็รีบวิ่งหนีไปเพราะทน
กลิ่นเหม็นไม่ไหว เจ้าหมูป่าก็รีบกลับไปบอกถึงชัยชนะของตนแก่พวกพ้อง แล้วก็พากันอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น
เพราะกลัวราชสีห์จะมารังควาญ
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: รู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดี ๛

