Page 664 - รวมไฟล์วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1
P. 664
14
ั
ึ่
์
ิ
้
ึ่
5.1 การเอาไปซงทรพย และการไดไปซงทรพยสน
์
ั
่
ี
ั
ี
ความผิดฐานลักทรพย์ กับฉ้อโกง ต่างมองค์ประกอบภายนอกของความผิดทแตกต่างกัน โดย
ี
ื
่
ั
ั
ความผิดฐานลักทรพย์นั้นต้องมการ “เอาไป” โดยการแย่งการครอบครองด้วยวิธการท าให้ทรพย์นั้นเคลอนท ี ่
ี
โดยตัวผู้กระท าความผิดเองเปนส่วนประกอบด้วย
็
ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงต้องเปนการหลอกลวงแล้ว “ได้ไปซงทรพย์สน” จากผู้ถกหลอกลวง
่
ึ
ั
็
ู
ิ
่
ุ
ี
ี
่
ู
่
ี
ึ
่
็
ื
หรอบคคลทสามซงอาจจะไม่ใช่ผู้ทถกหลอกลวงก็ได้ โดยการหลอกลวงจะต้องเปนสาเหตโดยตรงทท าให้
ุ
ิ
ิ
ี
ิ
ผู้กระท าความผิดนั้นได้ทรพย์สนไปด้วยการส่งมอบกรรมสทธ์ ิ โดยผู้กระท าความผิดนั้นมได้มการท าให้
ั
่
ิ
ั
ี
่
ทรพย์นั้นเคลอนทด้วยตนเองเลย และมใช่การหลอกลวงเพื่อให้สบโอกาสในการเอาทรพย์ไป
ื
ั
ี
็
ั
ั
ึ
ิ
ดังนั้น ในทัศนะของผู้เขยนจงมความคดเหนว่า ปญหาในการแบ่งแยกความผิดฐานลักทรพย์โดย
ี
ี
ั
ี
วิธการใช้กลอบายกับฉ้อโกง หากน าทฤษฎการพาทรพย์นั้นเคลอนทและทฤษฎพาพ้นไป มาใช้หลักพิจารณา
ุ
ี
่
ี
่
ื
็
่
่
ั
เปนประการแรกว่า ผู้กระท าความผิดม “การเอาไป” โดยการท าให้ทรพย์นั้นเคลอนทอันจะครบองค์ประกอบ
ื
ี
ี
ภายนอกของความผิดฐานลักทรพย์ก่อนมการหลอกลวงอันจะเปนความผิดฐานฉ้อโกงหรอไม่ หากเปน
ี
ั
ื
็
็
ิ
ิ
ึ
ื
เช่นนั้นการกระท าย่อมเข้าข่ายความผิดฐานลักทรพย์แล้ว โดยมต้องพิจารณาถงเรองการหลอกเอากรรมสทธ์ ิ
่
ั
ิ
ิ
็
หรอสทธครอบครองเลย เพราะเปนเรองนอกเหนอเจตนาของผู้กรท าความผิด
ื่
ื
ื
แต่หากการหลอกลวงเกิดข้นตั้งแต่แรก ให้พิจารณาว่าการหลอกลวงของผู้กระท าความผิดนั้น
ึ
ุ
ู
เปนเหตให้ผู้เสยหายยินยอมหรออนญาต (เพราะถกหลอก) หรอไม่ยินยอมหรออนญาต
ุ
ื
ื
็
ุ
ื
ี
ี
ุ
ิ
ี
ื
ื
กรณทผู้เสยหายไม่ยินยอมหรอไม่อนญาต หรออาจกล่าวได้ว่า การหลอกลวงนั้นเพียงแค่เปด
่
ี
ั
็
ั
โอกาสให้ผู้กระท าความผิดกระท าการลักทรพย์เท่านั้น ลักษณะเช่นน้ก็เปนความผิดฐานลักทรพย์
ี
ู
ู
ุ
ี
ี
กรณผู้เสยหายยินยอมหรออนญาตเพราะถกถกกระท าความผิดหลอก ให้พิจารณาว่าเปนการ
ื
็
หลอกเอากรรมสทธ์ หรอหลอกเอาการครอบครอง เช่น หลอกขอซ้อ หลอกเช่าซ้อ หรอ หลอกขอยืม หลอก
ิ
ื
ื
ื
ิ
ื
ู
ื
ขอเช่า หรอไม่ ถ้านอกเหนอจากทั้ง 4 กรณน้เปนกรณทไม่แน่ชัดว่าผู้ถกหลอกส่งมอบกรรมสทธ์ ิ หรอการ
ื
ื
ิ
่
ี
ี
ี
ี
็
็
่
ึ
ึ
ี
ึ
ุ
็
ครอบครองให้ ซงอยู่ดลยพินขของศาลในการตความซงอาจมความเหนไม่ตรงกัน จงเหนควรพิจารณาถง
ิ
ึ
่
ี
ั
ี
ลักษณะของการกระท าและความเสยหาย กล่าวคอผู้กระท าความผิดม “การเอาทรพย์ไป” โดยผู้กระท า
ื
ี
่
ื
ความผิดมส่วนในการท าให้ทรพย์นั้นเคลอนทเองด้วยหรอไม่ หรอผู้ถกหลอกส่งมอบทรพย์ให้เอง
ี
ั
ี
่
ั
ื
ื
ู
ิ
5.2 เจตนาพิเศษโดยทุจรต
ึ
ั
ี
จากข้อมลทได้ศกษาพบว่า ปญหาในการแบ่งแยกความผิดฐานลักทรพย์โดยวิธการใช้กลอบาย
ุ
ู
่
ี
ั
กับฉ้อโกง เหตผลทมักจะปรากฏในค าพิพากษาของศาลคอ เรองเจตนาพิเศษโดยทจรตตั้งแต่แรก ซงไม่ว่าจะ
ิ
ุ
่
ึ
ี่
ื
ื่
ุ
ื
ี่
ั
ื่
ิ
เปนเรองการลักทรพย์ หรอฉ้อโกง ต่างก็ต้องมเจตนาพิเศษโดยทจรตตั้งแต่แรก เพื่อแสวงหาประโยชน์ทม ิ
ี
ุ
็
ุ
ึ
ี่
ควรได้โดยชอบเช่นเดยวกัน ฉะนั้น เจตนาพิเศษโดยทจรตเร่มข้นตั้งแต่แรกตามทค าพิพากษาของศาลไทยได้
ิ
ี
ิ
ี
ึ
ั
ิ
ุ
็
วินจฉัย จงไม่อาจน ามาใช้เปนหลักในการแบ่งการความผิดฐานลักทรพย์โยวิธการใช้กลอบายกับฉ้อโกงออก
645

