Page 18 - การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ
P. 18
“ในกรณีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3A ที่มีการทำงานของไตคงที่ และผลการตรวจ urine protein หรือ
urine albumin ให้ผลเป็นลบ (negative) สามารถติดตามค่า eGFR ทุก 12 เดือนได้ แต่ถ้าการตรวจ urine
protein หรือ urine albumin ให้ผลเป็นบวก (positive) ควรติดตามค่า eGFR ทุก 4 เดือน
ในกรณีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3B และผลการตรวจ urine protein หรือ urine albumin ให้ผลเป็น
บวก ควรติดตามทุก 3 เดือน
ในกรณีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 ควรติดตามค่า eGFR ทุก 3 เดือน”
เพื่อให้ง่ายในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยที่มีค่า eGFR ต่ำกว่า 60 mL/นาที/พื้นผิวร่างกาย 1.73 ตารางเมตร ถือ
ว่าเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังแล้ว มักพบปัสสาวะมี proteinuria อยู่แล้ว จึงอาจไม่จำเป็นต้องใช้ urine albumin
strip มาตรวจอีกก็ได้ ควรสงวนการตรวจ urine albumin ซึ่งมีราคาแพงไว้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ดังนั้นใน
ระดับโรงพยาบาลชุมชนที่มีงบประมาณจำกัด อาจอนุมานในภาพรวมว่าควรติดตามค่า eGFR ผู้ป่วยโรคไต
เรื้อรังระยะ 3 และ 4 ทุก 3-4 เดือน
4. อย่างไรที่จะถือว่าผู้ป่วยมีไตเสื่อมเร็วกว่าที่ควร (Rapid progression)
ในกรณีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง นิยามของคำว่า “ไตเสื่อมเร็วกว่าที่ควร” หรือ Rapid progression คือ ค่า
eGFR ลดลงมากกว่า 5 mL/นาที/พื้นที่ผิวร่างกาย 1.73 ตารางเมตร (1) แต่ทั้งนี้ต้องมีระยะเวลาระหว่างการ
ตรวจค่า eGFR 2 ครั้งห่างกันเป็นระยะหลายเดือน ไม่ใช่เป็นระยะเป็นวันหรือสัปดาห์ เพราะในกรณีที่ผู้ป่วยมี
ค่า eGFR ลดลงเร็วในช่วงเป็นวันหรือสัปดาห์ มักเป็นกรณีผู้ป่วยเป็น Acute-on–top-of-chronic kidney
disease
5. การหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มี CKD progression
คำแนะนำที่ 2.2 ของ KDIGO CKD guideline (1) ได้ระบุว่าปัจจัยเสี่ยงของการมีไตเสื่อมเร็วกว่าที่ควร
ได้แก่ ระดับ baseline eGFR ความรุนแรงของภาวะ albuminuria อายุ เพศ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลใน
เลือด การสูบบุหรี่ ภาวะโรคอ้วน ประวัติโรคหลอดเลือดและหัวใจ ประวัติการได้รับยาหรือสารที่มีพิษต่อไต
ในบริบทของประเทศไทย ควรเพิ่มหัวข้อปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ด้วย ได้แก่เรื่องการใช้ยาแก้ปวดอย่างไม่
ระมัดระวัง การมียาฆ่าวัชพืชปนเปื้อนอยู่ในร่างกาย การใช้สมุนไพร หรืออาหารเสริม และเครื่องปรุงรสเค็ม
และอาจทำเป็นหัวข้อให้บุคลากรทางการแพทย์อื่นช่วยกรอก (check list) ในช่วงการคัดกรอง
10

