Page 21 - การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ
P. 21
ดังนั้น หากจะปรุงอาหารด้วยน้ำปลาก็ควรใช้น้ำปลาไม่เกิน 4 ช้อนชา ต่ออาหาร 3 มื้อ หรือหากจะใช้เกลือป่น
(ต้องไม่ใช้น้ำปลาเลย) ก็ใช้ไม่เกิน 1 ช้อนชา ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอาหารไทยโดยรวมที่มักมีรสแซ่บ เค็ม
มากกว่านี้ เพียงแค่บุคลากรทุกฝ่ายต้องช่วยกันพูดย้ำ พูดซ้ำบ่อย ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความตระหนักและ
ระมัดระวังค่อย ๆ ลดการทานอาหารเค็มให้น้อยลงได้
11. การออกกำลังกาย
โดยทั่วไปการออกกำลังกายมีอยู่ 3 ประเภท คือ
ิ่
ก. การออกกำลังกาย Aerobic ที่สำคัญคือการเดิน ควรเดินเพมขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ 30 นาทีต่อครั้ง
รวม 5 ครั้งต่อสัปดาห์ (หรือเดินรวม 150 นาทีต่อสัปดาห์)
ข. การออกกำลังเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อ (Strength exercise) เช่น การยกขวดน้ำ หรือการใช้ยาง
ยืด
ค. การออกกำลังกายเพื่อยืด – คลายเส้น (stretch exercise) ได้แก่ การยืดเส้นยืดสาย
เล่นโยคะต่าง ๆ ควรแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังทั้ง 3 แบบนี้อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
Aerobic เดิน – ค่อยเพิ่มจนเปน 30 นาที x 5 ครั้ง / สัปดาห์
็
Strength exercise ออกกำลังสร้างมวลกล้ามเนื้อ
Stretch exercise ออกกำลังกายยืดเส้นและข้อ
12. การควบคุมสมดุลกรด - ด่างของร่างกาย
เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจะมีผลแทรกซ้อนสำคัญประการหนึ่ง คือ เกิดภาวะร่างกายเป็นกรดเกิน
(metabolic acidosis) และหากมีภาวะนี้ก็จะช่วยให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น (6) ปัญหาเรื่องนี้มักถูกมองข้ามทั้ง ๆ ที่มี
ความสำคัญต่อการพยากรณ์โรค และแก้ไขได้ไม่ยากโดยการใช้ Sodamint (Sodium bicarbonate) ชนิด
รับประทานก็พอแล้ว ควรติดตามระดับ serum bicarbonate ให้อยู่ในช่วงประมาน 22-24 mEg/ลิตร อย่าให้
ต่ำกว่านี้
13. การติดตามภาวะโลหิตจาง
ในคำแนะนำที่ 3.2.3 ของ KDIGO CKD guideline (1) ได้แนะนำให้ติดตามระดับ hemoglobin ทุก
12 เดือน ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และติดตามทุก 6 เดือน ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 เพราะภาวะ
13

