Page 27 - การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ
P. 27
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสำคัญอีก 2 ปัจจัย ที่อาจมีความสัมพันธ์กับอัตราเสื่อมของไต ปัจจัยสำคัญ
ประการแรก คือ ปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวสะท้อนปริมาณโซเดียมที่ผู้ป่วยรับประทานต่อ
วัน ว่าทานอาหารเค็มมากน้อยแค่ไหน ตามมาตรฐานกรมอนามัยระบุให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคไต
ควรบริโภคโซเดียมวันละ 2,000 กรัม จากข้อมูลใน ตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่าในกลุ่ม Intervention มีค่าเฉลี่ย
ของปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง 2,931 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งต่ำกว่ากลุ่ม Control (3,682 มิลลิกรัม
ต่อวัน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.001) ปัจจัยสำคัญประการที่สอง คือ ปริมาณสารอาหาร
โปรตีนที่ผู้ป่วยรับประทานต่อวัน ซึ่งคำนวณจากการวัดปริมาณยูเรียไนโตรเจน (Urea-N) ในปัสสาวะ แล้ว
นำมาคำนวณเป็นค่า normalized Protein Nitrogen Appearance (nPNA) ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3-4
ควรจำกัดการบริโภคโปรตีนให้เหลือประมาณ 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน จากข้อมูลใน
ตารางที่ 2 และรูปที่ 3 จะเห็นได้ว่าในกลุ่ม Intervention มีค่าเฉลี่ยการบริโภคโปรตีน (0.84 กรัม/กิโลกรัม/วัน)
ซึ่งต่ำกว่ากลุ่ม Control (0.91 กรัม/กิโลกรัม/วัน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.049)
จากการติดตามปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (ซึ่งเป็นค่าที่สะท้อนปริมาณเกลือโซเดียมที่ผู้ป่วย
บริโภคต่อวัน) และปริมาณ normalized Protein Nitrogen Appearance (nPNA) ซึ่งเป็นค่าที่สะท้อน
ปริมาณสารอาหารโปรตีนที่ผู้ป่วยบริโภคต่อวัน ในช่วงตลอด 2 ปี (รูปที่ 3) พบว่ากลุ่ม intervention ที่ได้รับ
การดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ มีค่าทั้งสองนี้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีเดิม (Control) อย่างชัดเจน
รูปที่ 3 ผลการติดตามตัวชี้วัดปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง และค่า Normalized protein-
equivalent nitrogen appearance (nPNA) ซึ่งคำนวณได้จากปริมาณ Urea-nitrogen ในปัสสาวะ
24 ชั่วโมง และเป็นค่าสะท้อนปริมาณสารอาหารโปรตีนที่ผู้ป่วยบริโภคต่อวัน control = กลุ่มที่ได้รับการ
รักษาตามมาตรฐานเดิม , case = กลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบคลินิกบูรณาการฯ (Jiamjariyapone et
al.BMC Nephology (2007) 18.83)
19

