Page 313 - book.sakeao62
P. 313

เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว :

                                                             การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 72


                                           • บัณเฑาะว์
                                           • กระจับปี่ และจะเข้ เป็นต้น

                                     ต่อมาเมื่อไทยได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแหลมอินโดจีนอย่างมั่นคงแล้ว ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับ
                       ประเทศเพื่อนบ้านในแหลมอินโดจีน หรือแม้แต่กับประเทศทางตะวันตกบางประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขาย
                       ทําให้ไทยรับเอาเครื่องดนตรีบางอย่างของประเทศต่างๆ เหล่านั้นมาใช้เล่นในวงดนตรีไทย ด้วย เช่น กลอง

                       แขก ปี่ชวา ของชวา (อินโดนิเซีย) กลองมลายู ของมลายู (มาเลเซีย) เปิงมาง ตะโพนมอญ ปี่มอญ และ
                       ฆ้องมอญของมอญ กลองยาวของพม่า ขิม ม้าล่อของจีน กลองมาริกัน (กลองของชาวอเมริกัน) เปียโน

                       ออร์แกน และ ไวโอลิน ของประเทศทางตะวันตก เป็นต้น


                               นานาทัศนะ ไม่สามารถสรุปได้แน่นอนว่าดนตรีไทยมีประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการมาจาก
                          สถานที่ใด ใครเป็นผู้สร้าง เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ที่รอผู้พิสูจน์หาความจริงเพื่ออ้างอิงให้เกิด

                         ความน่าเชื่อถือที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนรู้ซึ่งต้องใช้หลักเชื่อมโยงและมีวิจารณญาณ
                       วิวัฒนาการของดนตรีไทย
                         ที่มีเหตุผล


                              จุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการทางดนตรีนั้นไม่มีใครทราบได้โดยแน่นอนว่ามีจุดเริ่มต้นจากยุคใด

                       สมัยใด ซึ่งการเรียบเรียงวิวัฒนาการทางดนตรีของไทยนั้น ได้นําหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบมา
                       เรียบเรียงให้เห็นโดยใช้ยุคสมัยของการปกครอง  ซึ่งประกอบด้วยประวัติศาสตร์ของดนตรีไทยจากยุคสมัย
                       ดังต่อไปนี้

                              สมัยสุโขทัย ประวัติ ในสมัยกรุงสุโขทัย ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลํานํา และร้องเล่น
                       วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" กล่าวถึงเครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง (ฉาบ) บัณเฑาะว์ พิณ ซอ

                       ปี่ไฉน ระฆัง กรับ และกังสดาล
                              สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่น

                       สมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน
                       ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย

                       และรํามะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รํามะนา ขลุ่ย และกรับพวง
                              สมัยรัตนโกสินทร์ สมัยรัตนโกสินทร์ แบ่งวิวัฒนาการตามรัชสมัยของการปกครองแผ่นดิน ได้ดังนี้

                                     รัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ํา
                                        รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์ คือ

                       ซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนา
                       มาจากเปิงมางของมอญ
                                        รัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก

                       และ ฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่
   308   309   310   311   312   313   314   315   316   317   318