Page 266 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 266

มีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของโจทกทั้งสามในประการสุดทายวา โจทกที่ ๑ และ

              ที่ ๓ มีสิทธิไดรับคาลวงเวลาตามความเปนจริง ๑๗๙,๖๕๘ บาท และ ๓๕๔,๙๐๖ บาท ตามลำดับ

              หรือไม เห็นวา โจทกที่ ๑ และที่ ๓ บรรยายฟองวาโจทกที่ ๑ ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ
              ๑๓,๙๗๕ บาท โจทกที่ ๓ ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๒๖,๑๐๕ บาท และเงินประจำตำแหนง

              เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท แมจะมีคำขอใหจำเลยที่ ๑ จายคาลวงเวลาสำหรับโจทกที่ ๑ จำนวน

              ๑๕๗,๒๑๘ บาท และโจทกที่ ๓ จำนวน ๓๑๐,๕๕๔ บาท ก็ตาม แตเมื่อฟงขอเท็จจริงวาโจทกที่ ๑

              และที่ ๓ ไดรับคาจางแตละเดือนในอัตราดังกลาวและตางทำงานลวงเวลาคนละ ๑,๘๐๐ ชั่วโมง
              ดังนั้น เพื่อความเปนธรรมจึงเห็นสมควรพิพากษาใหจำเลยที่ ๑ จายคาลวงเวลาตามความเปนจริง

              ๑๗๙,๖๕๘ บาท และ ๓๕๔,๙๐๖ บาท แกโจทกที่ ๑ และที่ ๓ ตามลำดับ เกินคำขอบังคับตาม

              พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๒ อุทธรณ

              ของโจทกที่ ๑ และที่ ๓ ในขอนี้ฟงขึ้น
                       สวนที่โจทกทั้งสามอุทธรณวา จำเลยที่ ๒ ตองรับผิดรวมกับจำเลยที่ ๑ ก็ดี จำเลยทั้งสอง

              มีหนาที่แจงการสิ้นสภาพลูกจางตอสำนักงานประกันสังคมจังหวัดวาเลิกจางโจทกที่ ๑ โดยไมมี

              ความผิดก็ดี นั้น เห็นวา โจทกทั้งสามมิไดโตแยงหรือคัดคานวา ศาลแรงงานภาค ๔ พิพากษา

              ไมถูกตองอยางไร และที่ถูกตองควรเปนอยางไร จึงเปนอุทธรณที่ไมชัดแจง ไมชอบดวยประมวล
              กฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน

              และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

              ไมรับวินิจฉัย

                       มีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยที่ ๑ วา จำเลยที่ ๑ ตองรับผิดชำระสินจาง
              แทนการบอกกลาวลวงหนาและเงินบำเหน็จใหแกโจทกที่ ๑ หรือไม เห็นวา การพิจารณาวาจำเลย

              ที่ ๑ จะตองชำระสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาใหแกโจทกที่ ๑ หรือไมนั้น จะตองพิจารณา

              ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๕๘๒ และมาตรา ๕๘๓ ซึ่งบทกฎหมายดังกลาว

              มิไดบัญญัติวา ถานายจางไมไดแจงเหตุผลในการเลิกจางใหลูกจางทราบในขณะเลิกจางแลว
              นายจางจะยกเหตุแหงการเลิกจางขึ้นมาอางภายหลังไมได ทั้งไมมีบทกฎหมายใดบัญญัติใหนำ

              พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคสาม มาใชบังคับแกกรณีการ

              บอกกลาวลวงหนา ดังนั้น แมหนังสือไลออกโจทกที่ ๑ จะระบุเฉพาะกรณีการซื้อขาวเปลือกเกา

              ผสมขาวเปลือกใหม จำเลยที่ ๑ ก็ยอมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจางขึ้นอางในภายหลังเพื่อเปน
              ขอตอสูในสวนของสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาได เมื่อจำเลยที่ ๑ ใหการตอสูอางเหตุ

              ไลออกโจทกที่ ๑ ดวยวา โจทกที่ ๑ จัดซื้อปุยเคมีและวัสดุอุปกรณการเกษตรหลายรายการเกิน


                                                     ๒๕๖
   261   262   263   264   265   266   267   268   269   270   271