Page 140 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 140
132
ต่างก็มีความรู้สึกเสียดายมาแล้ว เช่น เราเสียใจและเสียดายที่บิดามารดา ญาติพี่น้อง หรือคนที่เรารัก
ิ
ต้องตายพรากจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา แม้เราจะทราบว่าเขายังมีหวังในชีวตหน้า และเรายังอาจจะพบ
กันในชีวิตหน้าก็ตาม ยิ่งกว่านั้น นานๆ ไปเราก็ลืมความรู้สึกประการนั้นได้ แต่ว่าเราจะเศร้าสักเพียงไร
ถ้าหากว่าเราต้องพรากจากเขาเพราะความผิดพลาดที่เต็มใจของเขา วิญญาณที่ต้องโทษในนรกจะทราบถึง
่
ความดีงามของพระเป็นเจาในวันพิพากษา เขาจะทราบอยางแจ้งชัดว่า เขาสูญเสียบ่อเกิดขององค์คุณงาม
้
ั
ความดี และไม่ใช่ว่าเขาจะต้องพรากจากไปภายในวนสองวันหรือตลอดปี แต่ตลอดทั้งชั่วนิรันดร และมิใช่
็
แต่สูญเสียพระเป็นเจาเท่านั้น เขายังจะต้องทนทุกข์ทรมานด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เป็นเปนเรื่องแปลก
้
ประหลาดเลย ที่เราอ่านพบนักบุญบางองค์ถึงกับสะดุ้งตกใจเมื่อคิดถึงโทษนรก และแม้แต่เพียงได้ยินคำ
ว่า “นรก” เท่านั้น ถึงกระนั้นก็ดี มีคริสตชนมากมายในสมัยของเรานี้ที่กำลังมุ่งไปสู่หายนะอันนั้น เขา
ได้เลือกดำรงชีวิตตามความสนุกสบายฝ่ายเนื้อหนัง เขาไม่เคยสนใจเกี่ยวกับพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า
และพระศาสนจักร วัดวาไม่เคยเหยียบ การทำบุญทำทานเพื่อแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์ก็ไม่เคยทำ
การภาวนาแก้บาปรับศีลเป็นเครื่องมือช่วยให้เขาเอาตัวรอดก็ไม่เคยหยิบเอามาใช้ เนื่องจากเขาไม่มีเวลา
เพราะต้องสาละวนกับโลกที่เขาถือว่าสำคัญกว่า เขาจะเป็นเหมือนเศรษฐีในอุปมาเรื่องเศรษฐีกับลาซารัส
กว่าเขาจะสำนึกได้ก็สายไปเสียแล้ว ยิ่งกว่านั้นเขายังจะแก้ตัวด้วยว่าไม่มีใครเตือนเขาให้กลับใจ แต่เขาจะ
ได้รับคำตอบว่า โมเสสและประกาศกได้กล่าวเตือนเขาแล้ว ยิ่งกว่านั้นเขาก็เคยได้ฟังพระวาจาของพระ
เป็นเจาเองในพระคัมภีร์ และเป็นต้นในพระวรสาร ฉะนั้น ข้อแก้ตัวใดๆ ของเขาฟังไม่ขึ้นเลย พระเยซู
้
ื่
เจ้าทรงเล่าอุปมาเรื่องนี้เพอแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เนื่องจากการนับถือพระเป็นเจ้าแต่ภายนอก ความ
จองหอง และใจที่ผูกพันกับของของโลก พวกเขามิใช่แต่เพียงสูญเสียอภิสิทธิ์ในฐานะที่พวกเขาเป็น
ประชาชนที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรเท่านั้น แต่ยิ่งกว่านั้นอีก พวกเขาจะไม่ได้เข้าอาณาจักรสวรรค์
เพราะว่าพวกเขาได้จงใจตัดตัวเองออกจากอิสราเอลใหม่ กลาวคือ พระศาสนจักรที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งขึ้น
่
ทั้งนี้ ก็เพราะว่าพระศาสนจักรเท่านั้นเป็นประตูสวรรค์ (เทียบ ลก 14:16-24) อย่างไรก็ดี บรรดาคน
บาปและคนต่างศาสนา (คนที่อยู่ตามถนน) ที่จะเข้าอาณาจักรสวรรค์แทนชาวฟาริสีนั้น จะต้องประพฤติ
ตนให้เหมาะสมกับอาณาจักรสวรรค์จริงๆ เขาจะต้องสวมเสื้อวิวาห์ในงานเลี้ยงด้วย พระราชาซึ่งจัดงาน
์
วิวาหมงคลเพื่อพระราชโอรส งานนี้เป็นงานมโหฬาร และแขกผู้ได้รับเชิญนั้นจะต้องถือว่าเป็นเกียรติ
จริงๆ พระราชาคือพระบิดาเจ้า ราชโอรสคือพระเยซูเจ้า และวิวาห์มงคลนั้นเป็นการสมรสระหว่างพระ
เยซูเจ้าและเจ้าสาวของพระองค์ กล่าวคือพระศาสนจักร คนใช้ที่พระราชาส่งออกไปเพื่อเชื้อเชิญผู้ที่ได้รับ
เชิญแล้ว แสดงให้เห็นว่าพระราชาเคยเชิญมาก่อนแล้ว และพวกแขกก็ได้ตอบรับว่าจะมาร่วมงานเลี้ยง
์
แต่พองานวิวาหมงคลคืบคลานใกล้เข้ามา แขกผู้รับเชิญต่างปฏิเสธที่จะมา นับตั้งแต่พระเป็นเจ้าทรง
เรียกอับราฮัม (ประมาณ 1850 ปีก่อนคริสตกาล เทียบ ปฐมกาล 18:18) พระองค์ก็ได้ทรงเชื้อเชิญ
ิ
ชาวยิวให้เข้ามาในพระราชัยของพระเมสส-ยาห์ บรรดาประกาศกในพันธสัญญาเดิมก็ได้เชื้อเชิญชาวยิว
ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย แต่พอพระเยซูเจ้าปรากฏมา ชาวยิวไม่ได้ต้อนรับพระองค์ (เทียบ ยน 1:11)
พระราชาได้ส่งพวกคนใช้ไปอีกครั้งหนึ่ง พระราชาทรงพระพิโรธ เพราะพวกแขกไม่ใยดีต่อคำเชื้อเชิญ
แต่เนื่องจากพระองค์ทรงประกอบด้วยพระทัยเมตตา พระองค์จึงได้ทรงส่งคนใช้ออกไปเชิญใหม่ คนใช้
พวกแรกได้แก่ประกาศกในพันธสัญญาเดิม พวกที่สองก็ได้แก่พวกอัครสาวก พวกสาวกได้ประกาศว่างาน
์
วิวาหมงคลพร้อมแล้ว กลาวคือ อาณาจักรสวรรค์มาถึงแล้ว แต่พวกเขาไม่สนใจ บรรดาแขกต่างคนต่างก็
่
ไปทำธุระของตน พวกเขาไม่มีเวลาสำหรับพระราชา หรืออาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ ผู้ที่ได้รับเชิญ
บางคนร้ายกว่านั้นอีก พวกเขาได้ข่มเหงทำร้ายและได้ฆ่าพวกคนใช้ ถ้าหากเราอ่านกิจการอัครสาวก เรา

