Page 144 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 144
136
ยรม 2:21) สวนองุ่นนั้นหมายถึงประชากรที่พระเปนเจ้าทรงเลือกสรร” เพราะว่าสวนองุ่นของพระเจ้าจอม
็
โยธานั้นก็คือประชากรอิสราเอล และประชากรยูดาห์ก็เป็นพืชผลที่โปรดปรานของพระองค์” (อสย 5:7)
บรรดาผู้นำประชากรที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรเปรยบเหมือนกับคนดูแลสวนองุ่น ในฐานะที่ชาวฟาริส ี
ี
ั้
เข้าใจคำสอนในพันธสัญญาเดิมอย่างดี ก็ย่อมเข้าใจคำเปรยบเทียบที่พระเยซูเจ้าตรัสนั้นอย่างดีด้วย ทำรว
ี
ล้อม เจ้าของสวนองุ่นพยายามทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพอจะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เขาได้กั้นรั้วเพื่อกันขโมย
ื่
และสัตว์ เขาได้ขุดบ่อย่ำองุ่น เขาได้สร้างหอคอยเพื่อให้คนยามเฝ้าระวังทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อถึง
ฤดูเก็บผลองุ่น พูดสั้นๆ เจ้าของสวนได้มอบสวนองุ่น ที่ดิน พร้อมทุกอย่างแก่คนทำสวน ฉะนั้น เขาก็มี
เหตุผลที่จะเรียกร้องผลตอบแทนที่เหมาะสมกับการลงทุนของเขา ถ้าหากเราจะหันไปดูประวัติศาสตร์แห่ง
ความรอด นับตั้งแต่พระเป็นเจ้าได้ทรงเรียกอับราฮัมให้ออกจากเมืองอูร์ในแคว้นเมโสโป-เตเมีย ให้มาใน
แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ได้ทรงสัญญาจะมอบให้ลูกหลานของอับราฮัมจนถึงสมัยพระเยซูเจ้า เราจะ
เห็นว่าพระเป็นเจาได้ประทานพระพรให้แก่ชาวอิสราเอลมากมายทีเดียวตลอดระยะเวลาเกือบสองพันปีที่
้
ผ่านมา เช่น พระองค์ได้ทรงกอบกู้พวกเขาให้พ้นจากเงื้อมมือกองทัพของพระเจ้าฟาโรห์ที่ทะเลไม้อ้อ
ระหว่างที่เขาเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารตามทะเลทราย พระองค์ได้ประทานอาหารประจำวันให้แก่พวก
เขา เช่น มานนา นก และน้ำ พระองค์ได้ทรงช่วยพวกเขาให้ชนะศัตรู พระองค์ประทับท่ามกลางพวก
เขาในเต็นท์นัดพบ และประทานพระบัญญัติ และได้ประทานดินแดนที่อุดมไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนมตามที่
ได้ทรงสัญญาไว้ 10 ประการ และกฎหมายอื่นๆ เพื่อช่วยให้เขาดำรงชีวิตซื่อสัตย์ต่อพระองค์อยู่เสมอ
พระองค์ได้ช่วยกอบกู้พวกเขาให้พ้นจากการเป็นทาสของบาบิโลน ฯลฯ เมื่อพระองค์ได้ทรงพระเมตตาต่อ
ี
พวกเขาถึงเพียงนี้ พระองค์ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเรยกร้องความกตัญญูรู้คุณจากพวกเขา แต่พระองค์
ได้รับอะไรเป็นการตอบแทน อุปมาเรื่องนี้เป็นคำตอบ เขาได้ส่งผู้รับใช้ของเขา ในฤดูใบไม้ร่วง องุ่นก็เริ่ม
สุก ถึงเวลาเก็บองุ่น พระเป็นเจ้าในฐานะที่เป็นเจ้านายของประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรได้ส่งผู้รับใช้
ของพระองค์ กล่าวคือ บรรดาประกาศก เพื่อจะได้เตือนประชากรให้กลับใจใช้โทษบาป เพื่อต้อนรับเสด็จ
่
พระผู้ไถ่ คนเช่าสวนได้จับคนใช้ ทุบตีคนหนึ่ง ฆาอีกคนหนึ่ง เอาหินทุ่มอีกคนหนึ่ง แทนที่จะจ่ายหนี้สินให้
นายของพวกเขา พวกเขากับทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ผู้นำชาวยิวได้กระทำต่อผู้รับใช้ของพระเป็นเจ้า
เช่นเดียวกัน เนื่องจากความจองหองและใจแข็งกระด้างของเขาไม่ได้เป็นทุกข์เสียใจเพราะบาปของตน
พวกเขาไม่สามารถที่จะทนต่อพระวาจาของพระเป็นเจ้าที่ตำหนิติเตียนความประพฤติชั่วของเขา ฉะนั้น
เขาจึงกำจัดบรรดาประกาศกของพระเป็นเจ้า (เทียบ นฮม 9, กจ 7:51-54) ในที่สุด เจ้าของสวนได้ส่ง
บุตรชายของตนไปพบคนเช่าสวน เจ้าของสวนองุ่นคิดว่า คนเช่าสวนคงจะเคารพนับถือบุตรชายของเขา
แม้ว่าเขาจะไม่นับถือคนใช้ แต่เขาหารู้ไม่ว่า ความชั่วร้ายฝังรากลึกลงในจิตใจคนทำสวน เมื่อคนเช่าสวน
เห็นบุตรของเจ้าของสวนมา ให้เรามาฆ่าเขากันเถอะ เมื่อเห็นลูกชายเจ้าของสวนมาหา ผู้ทำสวนก็วาง
แผนการฆาตกรรม พระเป็นเจ้าผู้ทรงพระเมตตากรุณาหาขอบเขตมิได้ ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ลง
มาในโลก เพื่อจะได้ว่ากล่าวตักเตือนชาวอิสราเอลให้กลับใจ พระเยซูเจ้าเองได้ตรัสกับชาวฟาริสีและคัมภี
ราจารย์ว่า พระองค์เป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้า และพระองค์ทรงทราบถึงแผนการอันชั่วร้ายของเขาที่
จะกำจัดพระองค์ เพราะเหตุที่พระองค์ทรงอ้างตัวเป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้านั่นเอง เขาจึงต้องการ
ประหารพระองค์ เพราะความใจแข็งกระด้างของเขา นำตัวออกไปนอกสวนแล้วฆ่าเสีย ที่สุด พวกเขาก็
ได้สังหารบุตรชายของเจ้าของสวนตามแผนการที่คิดไว้ ชาวฟาริสีและคัมภีราจารย์ก็ได้ตัดสินประหารพระ
้
เยซูเจ้า พระบุตรของพระเป็นเจา โดยตรึงพระองค์บนไม้กางเขน ซึ่งเป็นเครื่องทรมานสำหรับนักโทษสาร
เลว เขาได้เหวี่ยงพระองค์ออกนอกสวนจริงๆ กล่าวคือ ได้ตอกตรึงพระองค์บนเนินกัลวารีโอ นอกกรุง

