Page 145 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 145
137
้
เยรูซาเล็ม ดังนี้ เมื่อเจาของสวนมา เขาจะทำอย่างไรกับคนเช่าสวนพวกนั้น พระเยซูเจ้าได้ทรงถามผู้ฟังว่า
พวกเขามีความคิดเห็นอย่างไรเมื่อเจ้าของสวนองุ่นจะมาเอง พวกเขาได้ตอบอย่างถูกต้องว่า เจ้าของสวน
องุ่นจะลงโทษพวกเช่าสวนที่สารเลวนั้นอย่างสาสม และจะให้คนอื่นเช่าสวนแทนพวกเขา คำตอบนี้บางที
้
เป็นคำตอบของสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า หรือเป็นคำตอบของชาวยิวที่มีความยำเกรงพระเป็นเจาซึ่งอยู่
กรณีนั้นด้วย คงไม่ใช่เป็นคำถามของชาวฟาริสีหรือคัมภีราจารย์ เพราะเขารว่าพระองค์ได้ทรงพูดถึงเขา
ู้
ท่านมิได้อ่านในพระคัมภีร์หรือว่า พระเยซูเจ้ามีพระประสงค์จะตรัสกับพวกเขาแจ้งชัดยิ่งขึ้นว่า พระองค์
ทรงเล่าอุปมานี้เพื่อเตือนสติชาวฟาริสีและคัมภีราจารย์ พระองค์ได้อ้างถึงบทสดุดีที่ 118:22 ศิลาหัวมุม
ซึ่งเป็นศิลาที่ยึดกำแพงไว้ให้มั่นคงนั้น เป็นพระองค์เอง เพราะพระองค์จะทรงเป็นพลังและบ่อเกิดของ
ความมั่นคงและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ท่ามกลางนานาชาติ ซึ่งจะเป็นสมาชิกในอาณาจักรสวรรค์
ใหม่ที่พระองค์จะทรงสถาปนาขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็จะเป็นต้นเหตุแห่งหายนะและความ
พินาศสำหรับผู้ที่ละทิ้งพระองค์ ใครที่ล้มลงบนหินก้อนนี้จะแตกละเอียด และหินนี้จะบดขยี้เขาให้เป็นผง
(เทียบ อสย 8:14, ดนล 2:44) เมื่อบรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟาริสีได้ยินอุปมาเหล่านี้ก็เข้าใจว่า
พระองค์ตรัสถึงพวกเขา แต่แทนที่พวกเขาจะเป็นทุกข์เสียใจเพราะบาปของเขาในอดีต เขากลับตั้งใจที่จะ
ตั้งตัวเป็นศัตรูของพระองค์ และอยากจะจับพระองค์ด้วยซ้ำไป แต่ไม่กล้าเพราะกลัวประชาชน
ความเฉลียวฉลาดทางโลกและความปรีชาฉลาดฝ่ายสวรรค์
พระเยซูเจ้าในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเป็นเจ้า พระองค์จึงทรงรู้จักธรรมชาติของมนุษย์เราได้ดียิ่งกว่า
เราอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย พระองค์ทรงทราบดีว่าในจำนวนผู้ติดตามพระองค์มากมายทุกยุคทุก
สมัยซึ่งปรารถนาจะเข้าสวรรค์นั้น หลายๆ คนไม่ได้สมตามความปรารถนา ทั้งนี้ก็เพราะโลกได้ดึงดูดหรือ
หน่วงเขาไว้ คล้ายๆ กับแรงดึงดูดของโลกที่ดึงดูดมนุษย์ให้ติดอยู่กับโลก นอกจากว่าจะมีอำนาจใดที่มี
อิทธิพลมากกว่ามาทำให้เราเคลื่อนเราจึงเคลื่อนได้ การต่อสู้กับความโน้มเอียงตามธรรมชาติฝ่ายต่ำของ
เรานั้นเรียกร้องการเสียสละ การพลีกรรม ซึ่งตามปกติขัดกับความรู้สึกตามธรรมชาติของเรา ในสงคราม
ทหารที่ต้องสู้รบด้วยความยากลำบากนั้น รู้สึกมีกำลังใจเมื่อเขาคิดถึงชัยชนะ และรู้สึกว่าจะต้องพยายาม
เก็บความสามารถเพื่อมิให้แพ้ เพราะการพ่ายแพ้นั้นหมายถึงชีวิตหรือการจำจองฉันใด ทหารของพระ
คริสตเจ้าก็ต้องมีกำลังใจเมื่อคิดถึงรางวัลทั้งชั่วนิรันดร ซึ่งเป็นผลของความพยายามของเขา และเมื่อคิด
ว่า ถ้าเขาพ่ายแพ้เขาจะต้องโทษทั้งชั่วนิรันดรฉันนั้น ความเสียสละเพียงไม่กี่เดือนไม่กี่ปีจะมีความหมาย
อะไรเมื่อเทียบกับชั่วนิรันดรภาพ เพราะเหตุนี้แหละ พระเยซูเจ้าจึงได้เน้นบ่อยทีเดียวถึงความจำเป็นที่เรา
จะต้องตัดใจจากของของโลก อยาให้เรามีใจจดจ่ออยู่กับของฝ่ายโลก และให้เราใฝ่ฝันแต่สวรรค์ พระองค์
่
ก็ได้ทรงเล่าอุปมา 3 เรื่อง เพื่อจะได้สั่งสอนผู้ที่ฟังพระวาจาของพระองค์อย่างแจ่มแจ้ง
ในอุปมาสองเรื่องแรก พระองค์ได้เล่าถึงหายนะอันน่าเศร้าของชายทั้งสองที่มีใจหมกมุ่นอยู่กับของของโลก
ื่
ส่วนในเรองที่สามนั้นพระองค์เรียกร้องให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ให้ใช้ความพยายามและความสามารถเพื่อให้
ได้มาซึ่งอาณาจักรสวรรค์เหมือนกับที่คนชั่วและคนโง่เขลาได้ใช้ความพยายามและความสามารถเพื่อ
แสวงหาทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก
การสะสมทรัพย์สมบัติ (ลก 12:16-21)
16 พระองค์จึงตรัสคำเปรียบข้อหนึ่งให้เขาฟังวา ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก 17
่
18
เศรษฐีคนนั้นจึงคิดในใจว่า เราจะทำอย่างไรดี เพราะว่าเราไม่มีที่ที่จะเก็บผลของเรา เขาจึงคิดว่า เราจะ
ทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสียและจะสร้างใหม่ให้โตขึ้น แล้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมด

