Page 166 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 166
158
เหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่าอุปมานี้คงจะเกิดขึ้นบ่อยใช้ได้ การที่คนเดินทางตกในเงื้อมมือ
ของพวกโจรผู้ร้ายระหว่างเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยริโคนั้นเคยเกิดขึ้นจริงๆ เพราะเป็น
หนทางที่เปลี่ยวมาก และแม้ในสมัยนี้ด้วย ในปัจจุบันเราจะเห็นตึกหลังหนึ่งใกล้ๆ เมืองเบ็ธฟาเก้ ซึ่งห่าง
่
จากกรุงเยรูซาเล็ม 2-3 ไมล์ เป็นสถานีตำรวจ ซึ่งเขาเล่ากันวาสร้างใกล้ๆ โรงแรมซึ่งพระองค์ทรงเล่าว่าชาว
สะมาเรียได้พาคนเจ็บไปที่นั่น สมณะและเลวี ทั้งสมณะและคนตระกูลเลวีเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลและเอาใจ
็
ใส่ต่อพระวิหารที่เยรูซาเลม ใครๆ ก็หวังว่าเขาจะเปนผู้ที่ถือตามบัญญัติของโมเสสอย่างเคร่งครัด เป็นต้น
็
การแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คนที่ถูกปล้นและได้รับบาดเจ็บนั้นคง
จะเป็นชาวยิวอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ทั้งสมณะและเลวีจำเปนจะต้องช่วยเหลือเพราะเป็นพี่น้องร่วม
็
ื่
ชาติและถือศาสนาเดียวกันด้วย ฉะนั้น เขาจะหาทางแก้ตัวไม่ได้ ชาวสะมาเรยผู้หนึ่ง เพอจะให้เห็น
ี
ตัวอย่างชัดเจน พระเยซูเจ้าทรงเล่าว่าชาวสะมาเรียได้ถือตามบทบัญญัติของโมเสสในด้านความรัก ส่วน
สมณะและเลวีไม่ถือ ชาวสะมาเรียเป็นชาวยิวที่มีเลือดผสมกับคนต่างชาติที่เป็นเมืองขึ้นของพวกอัสซีเรีย
ี
ตามประวัติศาสตร์เราทราบว่าในป 722 ก่อน ค.ศ. กษัตริย์ซัลมานสาเซอร์ที่ 5 แห่งอัสซีเรียยกทัพมาตีกรุง
สะมาเรีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอลหรืออาณาจักรทางภาคเหนือ เมื่อตีได้แล้วก็กวาดต้อน
ชาวยิวส่วนหนึ่งไปเป็นเชลย อีกส่วนหนึ่งปล่อยทิ้งไว้ที่เดิม และนำชาวเมืองต่างๆ ที่เป็นเมืองขึ้นของอัส
ซีเรียอพยพมาที่สะมาเรีย ที่สุดก็มีการแต่งงานกันระหว่างชาวสะมาเรียกับคนต่างชาติต่างศาสนา และ
หลายๆ คนได้นับถือพระเท็จเทียม แม้เขาจะไม่ละทิ้งพระยาห์เวห์ก็ตาม พวกเขาก็ยังคงนับถือหนังสือ 5
เล่มของโมเสส ยังรอคอยพระเมสสิยาห์ แต่มีพระวิหารของตัวเองที่ภูเขาเกริซิม ใกล้ๆ เมืองสะมาเรีย
ชาวยิวเกลียดพวกนี้ และเขาเป็นศัตรูกันด้วย (เทียบ ยน 4) เป็นชาวสะมาเรียที่ชาวยิวสบประมาทว่าเป็น
ิ
คนต่างชาติต่างศาสนา นี่แหละที่ได้แสดงเมตตาจตต่อชาวยิวที่ถูกทำร้ายให้ได้รับการปฐมพยาบาลที่ข้าง
ถนน ได้นำไปส่งที่โรงแรม ได้อยู่พยาบาลตลอดคืน และในวันรุ่งขึ้นได้จ่ายค่าหยูกยา ค่ารักษาและค่าที่พัก
ให้แก่เจ้าของโรงแรม ในสามคนนี้ พระอาจารย์เจ้าถึงประยุกต์อุปมาโดยถามผู้ฟัง แน่นอน ชาวสะมาเรีย
เป็นผู้ที่มีความรักต่อเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง และไม่ได้คำนึงด้วยว่าเพื่อนบ้านนั้นจะเป็นผู้ใด คนฟังก็ยอมรับ
ี
เช่นเดียวกันว่าชาวสะมาเรยได้เป็นเพื่อนบ้านที่แท้จริง แต่ไม่ยอมตอบว่าเป็นชาวสะมาเรีย แต่ตอบว่าผู้ที่ได้
ทำความดีนั่นแหละ แสดงให้เห็นความเป็นศัตรูระหว่างยิวกับชาวสะมาเรีย และบางทีเขาคงจะรู้สึกอับอาย
ที่จะเอ่ยชื่อสะมาเรีย พระองค์จึงสรุปให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน
ความสุภาพแบบคริสตัง
ถ้าความรักต่อเพื่อนมนุษย์เป็นผลอันสำคัญยิ่งในคริสต์ศาสนา รากฐานที่มั่นคงของความรักก็คือ
ความสุภาพ ถ้าหากขาดความสุภาพ ความรักจะมีขึ้นไม่ได้ และคนที่ไม่สุภาพจะอ้างว่าตัวเป็นศิษย์ของ
พระคริสตเจ้าย่อมไม่ได้ พระองค์เสด็จมาในโลก เป็นกิจการที่แสดงถึงความสุภาพของพระองค์ ทั้งนี้ก็
เพื่อกอบกู้เราคนบาปให้พ้นจากหายนะที่บิดามารดาเดิมของเราได้ทำไว้เพราะความจองหอง มนุษย์เราได้
ละทิ้งพระเป็นเจ้า แต่พระคริสตเจ้าได้ทรงนำเรากลบมายังบานพระบิดาโดยหนทางแห่งความสุภาพ” จง
ั
้
มาเป็นศิษย์ของเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน” (มธ 11:29) พระผู้ไถ่ของเราได้ทรงสอนเรา
ให้เป็นคนสุภาพด้วยวาจาและแบบฉบับของพระองค์ การที่พระองค์เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เป็นกิจการ
ที่แสดงความสุภาพของพระองค์ ตลอดชีวิต พระองค์ดำรงชีวิตอย่างสุภาพ นักบุญเปาโลได้เขียนไว้ว่า
พระองค์ทรงสุภาพและนบนอบจนถึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (เทียบ ฟป 2:7-8) ขณะที่พระองค์ทรง
สอนสานุศิษย์และคนอื่นๆ ที่ฟังพระวาจาของพระองค์ พระองค์เน้นให้เขาปฏิบัติฤทธิ์กุศลอันสำคัญยิ่งนี้

