Page 78 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 78
70
่
จึงพากันไปหาเต่าตัวหนึ่งเป็นผู้ตัดสินให้ว่าใครงามกวากัน “ท่านเต่าผู้น่ารัก ขอท่านช่วยตัดสินให้พวก
ข้าพเจ้าเสียทีว่าใครงามกว่ากัน” เต่าตัดสินว่า “ท่านปลาทั้งสอง ท่านที่มีอยู่แม่น้ำคงคาก็งามดีไม่มีที่ติ
่
ท่านที่อยู่แม่น้ำยมุนาก็งามดีไม่มีที่ติ แต่โดยรวมแล้วเรางามกวาพวกท่านทั้งสองอยู่ดี” ปลาทั้ง 2 ตัวฟังคำ
ตัดสินของเต่าแล้วก็ด่ามันกว่า “เจ้าเต่าชั่ว เจ้าไม่ตอบคำถามของพวกเรากลับตอบไปอย่างอื่น” แล้วก็
กล่าวเป็นคาถาว่า “ท่านไม่ตอบเรื่องที่เราถาม เราถามอย่างหนึ่ง ท่านกลับตอบเสียงอีกอย่างหนึ่ง คนที่ยก
ย่องตนอง พวกเราไม่ชอบใจเลย” ว่าแล้วปลาทั้ง 2 ตัวก็พ่นน้ำใส่เต่านั้น เต่ากลับไปที่อยู่ของตนตามเดิม
เทวดาโพธิสัตว์เห็นเหตุการณ์นั้นโดยตลอดได้แต่ให้เสียงสาธุการ
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้มักโอ้อวดตนเอง ยกตนข่มท่าน มักจะไม่มีเพื่อนและขาดคนเชื่อถือ ๛
พระปริตป้องกันสัตว์ร้าย (ขันธปริตตชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง มรณภาพเพราะถูกงู
กัด ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธการ ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤๅษีบำเพ็ญสมาบัติอยู่
ที่คุ้งแม่น้ำแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ มีฤๅษีหลายร้อยตนเป็นบริวาร ณ ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น มีงูนานาชนิดอาศัยอย ู่
งูได้กัดฤๅษีเสียชีวิตไปหลายตน พระโพธิสัตว์ทราบเรื่องนั้นแล้วจึงพูดให้โอวาทคณะฤๅษีว่า “ท่านทั้งหลาย..
่
หากพวกท่านเจริญเมตตาให้ตระกูลพญางูทั้ง 4 งูทั้งหลายก็จะไม่กัดพวกท่านหรอก” แล้วกล่าวคาถาวา
“ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับตระกูลพญางูวิรูปักขะ ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับตระกูลพญางูเอราปถะ ขอ
ไมตรีจิตของเราจงมีกับตระกูลพญางูฉัพยาปุตตะ ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับตระกูลพญางูกัณหาโคตมะ”
และกล่าวคาถาที่ 2 ว่า “ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับสัตว์ที่ไม่มีเท้า ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับสัตว์ 2 เท้า
ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับสัตว์ 4 เท้า ขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับสัตว์ที่มีเท้ามาก” พระโพธิสัตว์เมื่อจะ
แสดงธรรมด้วยการขอร้อง ได้กล่าวคาถาว่า “ขอสัตว์ที่ไม่มีเท้า สัตว์ที่มี 2 เท้า สัตว์ที่มี 4 เท้า สัตว์ที่มีเท้า
ี
มาก อย่าได้เบยดเบียนเราเลย” เมื่อจะแสดงการเจริญเมตตาโดยไม่เจาะจงได้กล่าวคาถาว่า “ทั้งมวลจงพบ
กับความเจริญ ความชั่วช้าอย่าได้มาแผ้วพานสัตว์ตนใดตนหนึ่งเลย” เพื่อระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย จึงพูด
ว่า “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีพระคุณหาประมาณมิได้บรรดาสัตว์เลื้อยคลาน คือ งู แมลงป่อง
ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแกและหนู มีคุณหาประมาณได้” เพื่อแสดงกรรมที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ได้กล่าว
คาถาว่า “เราได้ทำการรักษา ทำการป้องกันไว้แล้ว ขอสัตว์ทั้งหลายผู้มีชีวิตจงพากันหลีกไป ข้าพเจ้าขอ
นอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าทั้ง 7 พระองค์” ตั้งแต่นั้นมา คณะฤๅษีได้
เจริญเมตตารำลึกถึงพระพุทธคุณงูทั้งหลายต่างก็หลบหนีไปอยู่ที่อื่น
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: แม้อสรพิษก็ไม่เบียดเบียนผู้เจริญเมตตาภาวนา ๛
เรือนจำที่แท้จริง (พันธนาคารชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภเรือนจำสำหรับคุมขังผู้ตน ตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลายเครื่องจองจำเหล่านั้นไม่นับว่าเป็นเรือนจำที่แท้จริง ส่วนเครื่องผูกคือกิเลสตณหาในทรัพย ์
ั
สมบัติ บุตรและภรรยา ถือเป็นเรือนจำที่แท้จริง มั่นคงยิ่งกว่า ตัดได้ยากกว่า โบราณบณฑิตได้ตัดเรือนจำนี้
ได้แล้วออกบวช” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูก
ชายโทนของตระกูลคหบดีเก่าแก่ แต่ยากจนตระกูลหนึ่ง พอบิดาเสียชีวิตแล้วเขาก็ได้ออกรับจ้างหาเลี้ยง
มารดา อยู่ต่อมาพอเขาแต่งงานแล้วมารดาก็เสียชีวิตไปอีกคน ใจจริงแล้วเขาไม่อยากจะแต่งงานอยากบวช
มากกว่า เพราะมองเห็นความลำบากของตนเอง แต่ก็ต้องแต่งงานตามใจมารดาเท่านั้น ต่อมาไม่นาน
ภรรยาของเขาตั้งครรภ์ เขาไม่รู้ว่านางตั้งครรภ์จึงพูดกับนางในวันหนึ่งว่า “นี่น้อง เธอจงดูแลตัวเองนะ พี่จะ

