Page 81 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 81
73
ราธะตอบเป็นคาถาว่า “ธรรมดาบัณฑิตไม่พูดคำที่เป็นจริงแต่ไม่ดี ขืนพูดไปจะพึงหมกไหม้ เหมือนนกแขก
่
เต้าชื่อโปฏฐปาทะ หมกไหม้อยู่ในเตาไฟ” กล่าวจบก็นิ่งเสียไม่เลาอะไรให้พราหมณ์ฟัง
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การพูดความจริงที่ไม่ดีในที่ไม่เหมาะสม มักนำโทษมาให้แก่ผู้พูดมากกว่าผลดี ๛
อภัยโทษ (ปัพพตูปัตถรชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเจ้าโกศล ผู้เข้าเผ้าด้วยความ
ลำบากใจที่มีอำมาตย์และหญิงเป็นที่รักคบชู้กัน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ทำหน้าที่สอนธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัต ในเมืองพาราณสี ในสมัยนั้น มี
อำมาตย์คนหนึ่งแอบเป็นชู้กับหญิงคนรักของพระราชา พระองค์เองก็ทรงทราบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจตัดสิน
พระทัยที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะอำมาตย์เป็นผู้มีอุปการะคุณมาก และหญิงนั้นก็เป็นที่รักยิ่งของ
พระองค์ วันหนึ่งพระองค์ด้วยความโทรมนัสเป็นอย่างยิ่งจึงรับสั่งให้อำมาตย์โพธิสัตว์มาเข้าเฝ้า แล้วตรัส
ถามปัญหาเป็นคาถาว่า “สระโบกขรณีมีน้ำเย็นใสสะอาด รสอร่อย เกิดอยู่ที่เชงเขาหิมพานต์ น่ารื่นรมย์
ิ
สุนัขจิ้งจอกรู้อยู่ว่าสระนั้นราชสีห์รักษาอยู่ก็ยังลงไปดื่มกิน” พระโพธิสัตว์ทราบเรื่องนั้นอยู่แล้ว จึงกราบทูล
เป็นคาถาเช่นกันว่า “ข้าแต่มหาราช ถ้าสัตว์มีเท้าทั้งหลายพากันดื่มน้ำในมหานที แม่น้ำจะไม่ชื่อว่าเป็น
แม่น้ำเพราะเหตุนั้นก็หาไม่ หากว่าคน 2 คนนั้นเป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ก็ทรงอภัยโทษเสียเถิด”
ี
พระราชาทรงคลายความโทรมนัสลงไปได้บ้าง และตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ จึงเรยกบุคคลทั้งสอง
เข้าเฝ้าและยกโทษให้แก่คนทั้งสอง พร้อมตรัสสอนวา “นับตั้งแต่นี้ไปเจ้าทั้งสองอย่าได้กระทำกรรมชั่วนี้
่
อีก” คนทั้งสองรับคำและก็เป็นคนดีมีศีลธรรมมาตั้งแต่วันนั้นตราบเท่าชีวิต
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คนที่ไม่มีความชั่วโดยชาติกำเนิด ควรได้รับอภัยโทษให้กลับตัวกลับใจ
และอาจทำประโยชน์ให้ได้มากมาย ๛
อาจารย์รุหกะ (รุหกชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งผู้ถูกภรรยาเก่า
้
หัวเราะเยาะเยย ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชา
ครองเมืองพาราณสี ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม พระองค์มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อว่า รุหกะ เขามีภรรยาชื่อว่า
ปุรณีพราหมณี พระราชาได้พระราชทานม้าตัวหนึ่งพร้อมเครื่องประดับแก่ท่านรุหกะปุโรหิตนั้นไปใช้เป็น
พาหนะว่าราชการ วันหนึ่งท่านรุหกะปุโรหิตขี่ม้าไปราชการ ชาวบ้านที่พบเห็นได้พากันชมม้าของเขาว่า
“แม่เจ้าโว้ย ม้าต้วนี้ช่างงามแท้” พอเขาได้กลับไปถึงบ้านพร้อมกับรอยยิ้มได้เรียกภรรยามาพูดอวดว่า
“นี่น้องม้าของพี่งามเหลือเกิน ไครๆ เขาก็ชมกันทั้งนั้นนะ น้องว่าจริงไหมจ๊ะ” ภรรยาของเขาค่อนข้างจะมี
นิสัยเป็นนักเลงอยู่บ้างจึงพูดตอบแบบกวน ๆ ว่า “พี่..ม้าตัวนี้งามเพราะมันมีเครองประดับหรอกจ๊ะ พี่ก็
ื
ลองเดินซอยเท้าเหมือนม้าไปเข้าเฝ้าพระราชาดูบ้างซิ พระองค์จะได้ทรงโปรดปราน ชาวบ้านก็จะพากันชื่น
ชมพี่ด้วยนะจ๊ะ” ท่านรุหกะเป็นคนค่อนข้างบ้า ๆ บอ ๆ อยู่บ้าง พอได้ฟังภรรยาพูดยุเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่านาง
พูดเย้ยหยัน มุ่งแต่จะได้ความงามอย่างเดียวจึงลองทำตามทำพูดภรรยาดู ชาวบ้านที่เห็นเขาก็พากัน
หัวเราะแล้วพูดเยาะเย้ยว่า “ท่านอาจารย์งามแท้หนอ” พระราชาเห็นท่านแล้วก็รับสั่งว่า “อาจารย์..ท่าน
จิตใจไม่ปกติหรือ เป็นบ้าไปแล้ว หรือถึงได้ทำเช่นนี้” ทำให้ท่านรุหกะได้สติและอับอายเป็นอย่างยิ่ง ท่าน
โกรธภรรยามาก นึกไว้ในใจว่า “คอยดูนะนางตัวแสบ พอกลับถึงบ้านจะทุบตีมันสักป้าบสองป้าบแล้วค่อย
่
ไล่มันหนีไป” ฝ่ายนางปุรณีพราหมณีทราบวาสามีโกรธนางมากและกำลังกลับมาบ้าน ก็แอบออกทางประตู
หลังบ้านเข้าพระราชวัง พระราชาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงตรัสกับท่านรุหกะในวันหนึ่ง “อาจารย์..

