Page 82 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 82
74
ธรรมดาผู้หญิงก็มีความผิดได้เหมือนกัน ควรยกโทษให้นางเสียเถิด ธรรมดาสายธนูที่ขาดแล้วยังต่อกันได้อีก
ี
ท่านจงคืนดีกับภรรยาเสยเถิด อย่าได้โกรธไปเลย” ท่านรุหกะปุโรหิตจึงทูลตอบเป็นคาถาว่า “เมื่อสายป่าน
ยังมีอยู่ นายช่างผู้กระทำสายธนูก็ยังมีอยู่ ข้าพระองค์จักกระทำสายธนูใหม่ พอกันทีสำหรับสายธนูเก่า
“เมื่อกราบทูลแล้วก็กลับไปบ้านไล่นางปุรณีพราหมณีหนีไปแล้วแต่งตั้งภรรยาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เป็นสามีภรรยาต้องรู้จักยอมกันบ้าง ยอมยกโทษให้กันและต้องเข้าใจกัน ๛
อานิสงส์ของศีล (สีลานิสังสชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่งที่
สามารถเดินข้ามแม่น้ำอจรวดีไปฟังธรรมได้ด้วยอำนาจคุณของศีล ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
ิ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยพระพุทธเจ้านามว่า กัสสปะ ในวันหนึ่งมีอุบาสกคนหนึ่งซึ่งเป็นพระโสดาบัน
ได้โดยสารเรือไปค้าขายต่างเมืองกับช่างตัดผมคนหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง ภรรยาของช่างตัดผมได้ฝากให้
อุบาสกช่วยดูแลสามีของตนพร้อมกับสั่งว่า “ท่านเจ้าค่ะ ขอท่านได้ช่วยดูแลสามีดิฉันด้วยนะคะ สุขทุกข์
ของสามี ดิฉันขอมอบให้เป็นภาระของท่านก็แล้วกัน” เรือออกเดินทางไปได้ 7 วัน ก็เจอพายุกระหน่ำจน
เรืออับปางลงกับทะเลราวกับเรือไทนานิคล่ม ชายทั้ง 2 ได้เกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่งลอยคอจนมาถึงเกาะ
แห่งหนึ่ง ด้วยความหิวนายช่างตัดผมได้ฆ่านกปิ้งกินและชวนอุบาสกกินด้วยกัน แต่อุบาสกไม่กินเพราะคิด
ว่า “สถานการณ์เช่นนี้ มีแต่พระรัตนตรัยเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งเราได้” จึงนั่งระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอย ู่
ื
ขณะนั้นพญานาคผู้บนเกาะนั้นได้เนรมิตร่างเป็นเรอลำใหญ่ มีเทวดาประจำทะเลเป็นต้นเรือ บรรทุก
ทรัพย์สินเงินทองเต็มลำ มีเสากระโดงทำด้วยแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือทำด้วยทองเชือกทำด้วยเงิน แล่นมา
ที่เกาะนั้น พร้อมประกาศว่า “มีใครจะไปด้วยไหม” อุบาสกร้องตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไปด้วย” นายต้นเรือ
พูดว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านขึ้นมาเถอะครับ” อุบาสกจึงชวนนายช่างตัดผมขึ้นเรือไปด้วยกัน แต่นายต้นเรือร้อง
ห้ามไว้ว่า “ขึ้นมาได้เฉพาะท่านคนเดียวเท่านั้น อีกคนหนึ่งขึ้นไม่ได้” อุบาสกถามว่า “ทำไมละท่าน” นาย
ต้นเรือตอบว่า “เพราะคนนั้นไม่มีศีลจึงรับไปด้วยไม่ได้ เรือลำนี้รับเฉพาะคนมีศีลเท่านั้น” อุบาสกพูดว่า
“เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอแบ่งให้ส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้รักษาศีลให้แก่เขาก็แล้วกัน” นายช่างตัด
ผมก็รับคำอนุโมทนาในบุญกุศลว่า “ข้าพเจ้าขออนุโมทนา “เทวดาจึงนำชายทั้ง 2 ขึ้นเรือแล้วนำไปส่ง
จนถึงฝั่งพร้อมทั้งมอบทรัพย์สมบัติให้อีกด้วย แล้วกล่าวให้โอวาทเป็นคาถาว่า “ดูเถิด นี่แหละผลของ
ศรัทธา ศีล และจาคะ พญานาคแปลงตนเป็นเรือนำอุบาสกผู้มีศรัทธาไป บุคคลพึงคบหาสัตบุรุษเท่านั้น พง
ึ
ั
่
ทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะการอยู่รวมกับสตบุรุษนายช่างตัดผมจึงถึงความสวัสดี” เมื่อกล่าวจบก็
พาพญานาคกลับวิมานของตนไป
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้มีศีลตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ๛
ลาปลอมตัวเป็นราชสีห์ (สีหจัมมชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระโกกาลิกะผู้ชอบหลอกลวง
ผู้อื่น ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชายชาวนาคนหนึ่ง
อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อค้าคนหนึ่งเที่ยวค้าขายด้วยการบรรทุกสินค้าบนหลังลา ไปถึงหมู่บ้าน
หนึ่งแล้วก็จะเอาหนังราชสีห์คลุมหลังลา ปล่อยไปกินข้าวสาลีและข้าวเหนียวของชาวบ้าน ส่วนตนเองก็จะ
แบกสินค้าขายในหมู่บานนั้น ชาวนาเห็นลากินข้าวก็ไม่กล้าเข้าไปไล่เพราะนึกว่าเป็นราชสีห์ อยู่มาวันหนึ่ง
้
พ่อค้านั้นไปขายสิ่งของถึงหมู่บ้านนั้นแล้วก็ทำโดยทำนนองนั้นอีก ลาได้ลงไปกินข้าวกล้าของชาวนา ชาวนา
เห็นลานั้นแล้วก็ไม่กล้าเข้าไปไล่เพราะนึกว่าเป็นราชสีห์ จึงกลับเข้าไปบ้านบอกญาติพี่น้องมาช่วยกันไล่

