Page 83 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 83
75
ราชสีห์ ต่างคนต่างก็ถืออาวุธทั้งเป่าสังข์ รัวกลอง โห่ร้องไป ลาได้ยินเสียงนั้นกลัวตายจึงร้องออกมาเป็น
เสียงลา พระโพธิสัตว์พอรู้ว่ามันเป็นลาไม่ใช่ราชสีห์จึงร้องบอกชาวบ้านว่า “นี่มันไม่ใช่เสียงราชสีห์ดอก
ี
ไม่ใช่เสียงเสือโคร่ง ไม่ใช่เสยงเสือเหลือง มันเป็นเสียงลาคลุมหนังราชสีห์ นี่” พอทราบว่าเป็นลาเท่านั้น
ชาวบ้านก็รุมทุบตีจนลาตายแล้วเอาหนังราชสีห์ไป พ่อค้ากลับมาเห็นเหตุการณ์นั้นพอดีจึงกล่าวเป็นคาถา
ว่า “ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวกินข้าวเหนียวอันเขียวสดเป็นเวลานาน (เพราะ)มันร้องออกมานั่น
แหละ จึงทำร้ายตัวเอง”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าได้คิดหลอกลวงผู้อื่นเลี้ยงชีพ ผลที่สุดจะได้รับความทุกข์ยากลำบาก ๛
หงส์ทองคำ (สุวัณณหังสชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีชื่อ ถุลนันทา ผู้ไม่รู้จัก
ประมาณในการบริโภคกระเทียม สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบาน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง มีภรรยาและลูกสาว 3 คน ชื่อ นันทา
นันทวดี และสุนันทา พอลูกสาวทั้ง 3 ได้สามีแล้วทุกคน พราหมณ์ก็เสียชีวิตไปเกิดเป็นหงส์ทองคำระลึก
ชาติได้ วันหนึ่งได้เห็นความลำบากของนางพราหมณีและลูกสาวของตนที่ต้องรับจ้างคนอื่นเลี้ยงชีพ จึงเกิด
ความสงสาร ได้โผบินไปจับที่บ้านนางพราหมณีแล้วเล่าเรื่องราวให้นางพราหมณีและลูกสาวฟัง และได้สลัด
ขนให้แก่พวกเขาเหล่านั้นคนละหนึ่งขนแล้วก็บินหนีไป หงส์ทองได้มาเป็นระยะๆ มาครั้งใดก็สลัดขนให้ครั้ง
ละหนึ่งขนโดยทำนองนี้ นางพราหมณีและลูกสาวจึงร่ำรวยและมีความสุขไปตาม ๆ กัน ต่อมาวันหนึ่งนาง
่
พราหมณเกิดความโลภอยากได้มากกว่าเดิมจึงปรึกษากับลูก ๆ วา “ถ้าหงส์มาครั้งนี้ พวกเราจะจับถอนขน
ี
เสียให้หมด เพื่อจะได้มีทรัพย์สมบัติมาก” พวกลูก ๆ ไม่เห็นดีด้วย แต่นางพราหมณีไม่สนใจ ครั้งวันหนึ่ง
พญาหงส์ทองมาอีก นางก็ได้จับถอนขนเสียให้หมด ขนเหล่านั้นกลายเป็นขนนกธรรมดาเท่านั้น เพราะ
พญาหงส์ทองมิได้ให้ด้วยความสมัครใจ นางพราหมณีได้เลี้ยงหงส์นั้นจนขนงอกขึ้นมาใหม่เต็มตัว หงส์ก็ได้
บินหนีไปโดยไม่ได้กลับมาอีกเลย พระพุทธองค์ เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้ว ได้ตรัสพระคาถาว่า
“บุคคลได้สิ่งใดควรยินดีสิ่งนั้น เพราะความโลภเกินประมาณเป็นความชั่วแท้ นางพราหมณีจับเอาพญา
หงส์ทองแล้วจึงเสื่อมจากทองคำ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: โลภมาก มักลาภหาย ๛
ม้าขาเป๋ (คิริทัตตชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้คบพวกผิดรูปหนึ่ง ได้ตรัส
อดีตนิทานมาสาธก ว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ผู้สอนธรรม ของพระเจ้า
สามะ ในเมืองพาราณสี พระราชามีม้ามงคล อยู่ตัวหนึ่งชื่อปัณฑวะ มีรปร่างสวยงามมาก ต่อมาคนเลี้ยงม้า
ู
คนเดิมเสียชีวิตลง จึงรับนายคิริทัตซึ่งเป็นชายขาเป๋เข้ามาเลี้ยงม้าตัวนี้แทน ฝ่ายม้าปัณฑวะเดินตามหลัง
นายคิริทัตทุกวันสำคัญว่า “คนนี้สอนเรา “จึงกลายเป็นม้าขาเป๋ไป นายคิริทัตได้เข้ากราบทูลเรื่องมาขาเป ๋
ให้พระราชาทราบ พระองค์ได้สั่งแพทย์ให้ไปตรวจดูอาการของม้า แพทย์ตรวจดูแล้วไม่พบโรคอะไรจึงไป
กราบทูลให้พระราชาทราบ พระองค์จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปตรวจดู อำมาตย์โพธิสัตว์ไปตรวจดูก็ทราบว่าม้า
นี้เดินขาเป๋เพราะเกี่ยวกับคนเลี้ยงม้าขาเป๋ จึงกราบทูลให้ทราบว่าม้านี้เดินขาเป๋เพราะเกี่ยวกับคนเลี้ยงม้า
ขาเป๋ จึงกราบทูลให้พระราชาทราบวา “ขอเดชะ ม้าปัณฑวะของพระองค์เป็นปกติดี ที่เดินเช่นนั้นเป็น
่
เพราะแบบคนเลยงม้า พระเจ้าข้า “พระราชาตรัสถามว่า “แล้วจะให้ทำอย่างไรกับม้านี้ละทีนี้” อำมาตย์
ี้
้
จึงกราบทูลว่า “เพียงได้คนเลี้ยงม้าขาดี ม้าก็จะเป็นปกติเหมือนเดิม พระเจาข้า “แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

