Page 88 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 88
80
เมตตาว่า “ธรรมดาพรรพชิตควรเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะเมื่อจิตถึงความแน่วแน่แล้ว
ย่อมบังเกิดในพรหมโลกได้” แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า “ผู้ใดอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งมวล ด้วยเมตตาจิตอันหา
ประมาณมิได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำและเบื้องล่าง โดยประการทั้งปวง จิตเกื้อกูล หาประมาณมิได้ เป็นจิต
บริบูรณ์อันผู้นั้นอบรมมาดีแล้ว กรรมใดที่เขาทำแล้วพอประมาณ กรรมนั้นจะไม่เหลืออยู่ในจิตของเขานั้น”
เมื่อกล่าวคาถาจบ ได้พาหมู่ฤๅษีบำเพ็ญเพียรไม่เสื่อมจากฌาน ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก ไม่ได้กลับมาเกิด
ในโลกมนุษย์อีก เป็นเวลา 7 สังวัฏฏกัป
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อานิสงส์ของการเจริญภาวนา นักปฏิบัติธรรมพึงมีความขยันมั่นเพียรเทอญ ๛
เหยี่ยวนกเขา (สกุณัคฆิชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระสูตรว่าด้วยโอวาทของนกที่
ไม่ควรเที่ยวหากินไกลถิ่นที่อยู่ของตน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระ
ั
โพธิสัตว์เกิดเป็นนกมูลไถอาศัยหากินอยู่ตามก้อนดินมูลไถ วนหนึ่ง มันบินไปหากินต่างถิ่นถูกเหยี่ยวนกเขา
จับได้ จึงพูดขึ้นว่า “วันนี้เราเคราะห์ร้าย เพราะมาหากินต่างถิ่น ถ้าอยู่ในถิ่นของเราแล้ว ท่านไม่มีโอกาส
จับเราได้หรอก” เหยี่ยวนกเขาได้ฟังเช่นนั้นจึงปล่อยมันไปพร้อมกับพูดว่า “เจานกน้อย ในที่ไหน ๆ เจ้าก็
้
ไม่รอด พ้นกรงเล็บของเราไปได้ดอกให้โอกาสเจ้าแก้ตัว” นกมูลไถพอถูกปล่อยเป็นอิสระก็บินกลับไปถึงที่
้
อยู่ของตน ขึ้นไปจับบนก้อนดินใหญ่แล้วร้องท้าทายเหยี่ยวนกเขาว่า “มาเลยเจาเหยี่ยวโง่ แน่จริงมาจับข้า
ั
อีกสิ” เหยี่ยวนกเขาเห็นมันร้องท้าเช่นนี้นจึงโถมกำลงปีกโฉบเข้าหามันทันที นกมูลไถรู้ว่าเหยี่ยวนกเขาใกล้
จะถึงตัวแล้วก็บินกลับเข้าไปในระหว่างก้อนดินมูลไถ เหยี่ยวมาด้วยความเร็วด้วยหวังจะขย้ำนกมูลไถให้
แหลกคากรงเล็บ จึงกระแทกอกเข้ากับก้อนดินตาถลนออกตายคาที่ ณ ตรงนั้นเอง เมื่อเหยี่ยวตายแล้ว นก
มูลไถจึงขึ้นมายืนบนอกของเหยี่ยวด้วยมั่นใจว่าชนะข้าศึกได้แล้ว กล่าวเป็นคาถาว่า “เรานั้นเป็นผู้
เพียบพร้อมด้วยอุบาย ยินดีแล้วในที่หากินอันเป็นเขตแห่งบิดา เห็นประโยชน์ของตนอยู่ เป็นผู้หลีกพ้นจาก
ศัตรู ย่อมเบิกบานใจ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าคิดทำในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดและไม่มีความชำนาญ
เพราะจะนำความฉิบหายมาให้มากกว่าสิ่งดี ๛
ไม่รู้เวลาตาย (สมิทธิชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดตโปทาราม เมืองราชคฤห์ ทรงปรารถพระสมิทธิเถระ ผู้ถูกนาง
เทพธิดาชักชวนให้เสพกาม ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็น
ฤๅษีบำเพ็ญเพียรฌานสมาบัติอยู่ใกล้สระน้ำำในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งท่านได้บำเพ็ญเพียรตลอดทั้งคืนพอ
สว่างแล้วจึงไปอาบน้ำในสระเสร็จแล้วได้มายืนอาบแดดอยู่ ในขณะนั้นมีเทพธิดานางหนึ่งมองเห็นรูปโฉม
ความงามของร่างกายท่านแล้วเกิดความรักและมีความกำหนัดขึ้น จึงพูดเชิญชวนเสียแล้ว ท่านเสพกาม
ั
เสียก่อนแล้วจึงออกบวชจะไม่ดีกว่าหรือ ท่านอย่าได้ปล่อยให้วยและเวลาเสพกามล่วงเลยไปเสีย ขอเชิญ
ท่านมาเสพกามเถิด” ฤๅษีโพธิสัตว์ได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวตอบเป็นคาถาว่า “เราไม่รู้เวลาตายของตนเลย
เวลาตายยังปกปิดอยุ่หาปรากฎไม่ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บริโภคกามมาเที่ยวภิกขาจารอยู่ ขอเวลาบำเพ็ญ
สมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย บุคคลแม้เป็นอติบัณฑิต ก็ไม่รู้ถึงฐานะ 5 อย่าง อันไม่มีนิมิตรในโลกนี้ คือ
ชีวิต 1 พยาธิ 1 เวลา 1 ที่ตาย 1 ที่ไป 1” เทพธิดาได้ฟังคำนั้นแล้วเกิดความละอายใจ ก็หายร่างไปจากที่
ตรงนั้นทันที
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าประมาทในวัยและชีวิต ควรรีบเร่งทำความดีแข่งกันกับวันและเวลา ๛

