Page 88 - พุทธปรัชญาที่ปรากฏในงานวรรณกรรมของรพินทรนาถ ฐากูร
P. 88

๗๕

                                                                                                        ิ
                              หลักเบญจขันธ์ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท เป็นสภาวธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ ชีวต
                                                                                                        ็
                       ต้องมีและเป็นไปตามนั้น ส่วนหลักอริยสัจและหลักกรรม มุ่งในด้านการปฏิบัติให้รู้เท่าทันความเปน
                                        ้
                                                                ิ
                                                             ื
                                                               ี
                                                                   ่
                                  ั
                                 ิ
                       จริง แล้วปฏบตตนใหสอดคล้องกบธรรมชาตเพอชวตทีดกว่า
                                                                    ี
                                   ิ
                                                           ิ
                                                             ่
                                                  ั
                              พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาในฐานะเป็นคำสอนทางศาสนาก็จริง แต่ใน
                       คำสอนนั้นก็มีแนวทางคิดปรัชญาแทรกอยู่ ศาสนาในอินเดียทั่วไปแยกไม่ออกจากปรัชญา ทั้งนเพราะ
                                                                                                    ้
                                                                                                    ี
                       คัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของศาสนาฝ่ายนาสติกะ คือ พระพุทธศาสนา
                       และศาสนาเชน การปะทะโต้แย้งทางความคิดระหว่างศาสนาพราหมณ์กับศาสนาฝ่ายนาสติกะทำให้
                       ปรัชญาพัฒนาในร่มธงของศาสนา ศาสนาแต่ละศาสนามุ่งเสนอคำสอนเกี่ยวกับโลกและชีวิตอย่างมี
                       เหตุผลมีระบบ คำสอนเหล่านั้นได้สร้างโลกทัศนให้กับศาสนิก โลกทัศน์ของชาวพุทธย่อมต่างจากโลก
                                                              ์
                       ทัศน์ของพราหมณ์ โลกทัศน์นั้นแหละคือปรัชญา นักปราชญ์อินเดียเรียกว่า “ทรรศนะ (Darsana)”
                       แปลว่า “การหยั่งเห็นสัจธรรม (Vision of Truth)”  ทรรศนะนี้ก็คือโลกทัศน์นั้นเอง โลกทัศน์คือ
                       มุมมองชีวิตที่มนุษย์ใช้ตีความประสบการณ์เพื่อเลือกทางดำเนินชีวิต มนุษย์ทุกคนมีโลกทัศน์ด้วยกน
                                                                                                        ั
                                                            ้
                                             ็
                                           ็
                       ทังนน โลกทัศนของใครกเปนปรัชญาของคนนัน โลกทัศน์ของชาวพุทธจึงเป็นพุทธปรัชญา
                          ้
                          ั
                        ้
                                   ์
                              ในความเป็นจริงนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอย่างสอดประสานกลมกลืนกน
                                                                                                        ั
                                                                                                        ั
                       (Consistency) พุทธธรรมที่ดูเหมือนจะหลากหลายนั้นได้โยงใยสู่หลักการเดียวกัน คือเรื่องทุกข์กบ
                       ความดับทุกข์ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า “อนุราธะ ทั้งในกาลก่อนและในบัดนี้ เราย่อม
                                                      ๒๔
                       บญญัตทุกข์และความดบทุกข์เท่านน”  นันหมายถึงว่าพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงใช้เวลา ๔๕ ปี สอน
                                          ั
                                                   ั
                                                   ้
                                                          ่
                        ั
                                                                                     ้
                             ิ
                       เรื่องอริยสัจ ๔ ด้วยสำนวนภาษาและวิธีอธิบายที่หลากหลายตามอุปนิสัยและบารมีของผู้ฟังใน
                       ขณะนั้น บางครั้งพระองค์ทรงแสดงธรรมเพียงหัวข้อสั้นๆ แก่ผู้มีสติปัญญาดี ซึ่งผู้ฟังเองเข้าใจ บุคคล
                       อื่นๆ ที่มีระดับสติปัญญาต่างกันอาจไม่เข้าใจในเหตุผล แต่ก็มีศรัทธาคล้อยตามคำสอนโดยง่าย ทั้งนี้ก ็
                                                                                                        ่
                       ด้วยแรงบันดาลใจที่เกิดจากอำนาจแห่งบุคลิกภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การซักถามเพือ
                       วิพากษ์วิจารณ์หาเหตุผลรอบด้านจึงไม่เกิดขึ้น ดังกรณีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตอบอัพยากต
                                   ๒๕
                       ปญหา ๑๐ ข้อ  แม้เหตุผลของการไม่ตอบนันไม่ชัดเจนนัก ก็ไม่มีใครกล้าซักถามอย่างละเอียด ปล่อย
                                                           ้
                        ั
                                                                                        ุ
                                                                                                        ุ
                                                                     ี
                         ้
                                                ้
                                          ่
                                         ์
                       ใหพระอรรถกถาจารยรุนหลังตองพยายามอธิบายความเงยบของพระสัมมาสัมพทธเจ้า พระนาคารชน
                                            ุ
                                        ้
                                        ี
                                          ็
                                    ี
                                                   ่
                       อาศัยประเดนเงยบนเปนจดเริมแหงปรัชญามาธยมิกะ
                                               ่
                                 ็
                              พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมด้วยอำนาจบุคลิกภาพของผู้ตรัสรู้มากกว่าด้วยอำนาจ
                       เหตุผล เมื่อบุคคลทัวไปใกลชิดกบผูมีบคลิกภาพเช่นพระพุทธองค์ย่อมไมต้องค้นคว้าหาเหตุผลมากนัก
                                                                                  ่
                                       ่
                                             ้
                                                 ั
                                                    ้
                                                      ุ
                                                                                                         ่
                                                                                                         ั
                       อาศัยเฉพาะความใกล้ชิดและคำแนะนำก็เพียงพอที่จะขจัดความสงสัยให้สิ้นสุดลงได้ เหตุนั้นในชว
                                                                                  ่
                       พระชนมายพระองค์ แนวเหตผลจึงไม่สูแพร่หลายกวางขวางเท่าไรนก แตตกมาในสมยหลัง คือ สมัยที ่
                                                                              ั
                                                                  ้
                                                                                            ั
                                ุ
                                                       ้
                                               ุ

                              ๒๔  สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๘๖/๑๕๗.
                              ๒๕  ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๒/๙๗.
   83   84   85   86   87   88   89   90   91   92   93