Page 794 - รวมไฟล์วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1
P. 794
ื
ี
ั
ี
ิ
ั
่
ส่วนการดําเนนคดอาญาของฝร่งเศสถอหลักการดําเนนคดอาญาโดยรฐ ทถอว่าความผิดอาญา
ื
ี
ิ
ี
็
ั
่
ี
ิ
ั
ั
เปนความผิดต่อสังคมหรอรฐ รฐมหน้าทรบผดชอบในการดําเนนคดอาญากับผู้กระทําความผดดังกล่าว
ี
ิ
ื
ิ
ื
้
่
ั
ั
ี
เนองจากรฐมหน้าทรกษาความสงบเรยบรอยในสงคม และป้องกันสังคมมิให้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้น
ี
ั
่
ี
ี
ิ
ึ
่
ี
ด้วย ดังน้ ถ้ามการกระทําผดอาญาเกิดข้นจงเปนหน้าทของรฐในการดําเนนคดฟองรองให้ผู้กระทําความผด
ั
ี
ิ
้
ี
็
ิ
้
ึ
ื
ั
็
ี
ี
ั
ได้รบโทษ โดยถอว่ารฐเปนผู้เสยหาย อย่างไรก็ด รัฐไม่ได้ผูกขาดการดําเนินคดีอาญาไว้แต่ผู้เดียวโดย
้
่
้
ี
ึ
เด็ดขาด โดยให้เอกชนฟองรองดําเนนคดได้บ้างเช่นกัน โดยจํากัดประเภทและฐานความผิดไว้ซงส่วนใหญ่
ิ
่
แล้วจะเปนความผดอาญาเล็ๆ น้อยๆ ทเกียวข้องหรอกระทบกระเทอนต่อประโยชนส่วนได้เสยของเอกชน
์
ิ
ี
ี
ื
่
็
ื
และผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น สําหรับการรับฟังพยานหลักฐานคดีแพ่งเกียวเนืองกับคดีอาญาของฝรั่งเศสนั้น
่
่
ิ
ื
ี
ิ
ถอหลักว่า ข้อเท็จจรงทศาลอาญาพพากษาช้ขาดแล้ว ย่อมทําให้ศาลแพ่งต้องถอตามข้อเท็จจรงนั้นใน
่
ิ
ื
ี
ประมวลกฎหมายฝร่งเศสไม่มบทบัญญัตชัดเจนในเร่องนี้ แต่ความเห็นทางศาลและนักนิติศาสตร์เห็นพ้อง
ี
ิ
ื
ั
็
ี
กันว่า หลักการน้เปนหลักทั่วไปทใช้บังคับได้ ทั้งน้ประมวลการสอบสวนของประเทศฝร่งเศส มาตรา 3
ี
ั
ี
่
วรรคสองได้กล่าวรบรองว่า เมอเจ้าทกข์เปนโจทก์ฟองความรบผิดทางแพ่งต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลจะหยุดการ
้
ุ
่
ั
ื
ั
็
ึ
ี
ึ
่
ิ
ื
ี
ี
้
พจารณาการช้ขาดของคดอาญาซงได้ฟองข้นก่อนแล้ว หรอกําลังฟองข้นในระหว่างคดแพ่งนั้นและตาม
ึ
้
้
ประมวลกฎหมายวิธพจารณาความอาญามาตรา 4 วรรคสอง วางหลักว่า ถ้ามการฟองคดอาญาแล้วแต่ยังไม่ม ี
ี
ิ
ี
ี
ี
ู
ี
ี
ิ
ิ
ิ
่
ุ
ี
ิ
ุ
่
ึ
ึ
ี
ี
คําพพากษาถงทสด การดําเนนคดแพ่งอาจถกระงับการดําเนนคดไว้จนกว่าคดอาญาจะมคําพพากษาถงทสด
ึ
็
แสดงใหเหนถงแนวคดว่า คดอาญามีความสําคัญกว่าคดีแพ่ง ทําให้การดําเนินคดีแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงจาก
ิ
้
ี
ี
ุ
ึ
่
ี
่
ี
คดอาญาทถงทสดแล้ว
่
่
์
ี
ี
่
ั
ั
4. สถานการณปญหาเกยวกบการฟ้องคดีแพงเกยวเนองกบคดีอาญาตามกฎหมายไทย และการ
่
ั
ื
่
ิ
ื
่
ี
ั
รบฟังขอเทจจรงในคดีแพ่งเกยวเนองกบคดีอาญา
้
ั
็
่
ื
ี
ี
ิ
ิ
ิ
ั
ั
ิ
่
สําหรบหลักการดําเนนคดแพ่งเกียวเนองกับคดอาญาของไทยแต่เดมนั้น ได้รบอทธพลจาก
ี
ี
ี
่
กฎหมายฝร่งเศส โดยหลักเกณฑ์การรบฟงข้อเท็จจรงคดแพ่งทเกียวเนองกับคดอาญาได้บัญญัตไว้ใน
ั
ิ
ิ
ั
ั
ื
่
่
ุ
ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 90 จนในทสด ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 46 ของประมวล
ี
่
ี
ื
่
กฎหมายวธพจารณาความอาญา เหตผลทมการร่างบทบัญญัตในส่วนน้ก็เนองมาจากความต้องการให้
ิ
ี
ุ
่
ี
ี
ิ
ิ
ื
ื
้
่
ผู้เสยหายมสทธเลอกฟองคดแพ่งทเกียวเนองกับคดอาญาทศาลแพ่งหรอศาลอาญาก็ได้ ทําให้ต้องม ี
่
ื
ิ
่
ี
ี
ี
ี
ี
ิ
ี
่
่
่
หลักเกณฑ์ในเรืองการรับฟังข้อเท็จจริงไว้ เพือให้ศาลทั้งส่วนแพ่งและส่วนอาญารับฟังข้อเท็จจริงไปใน
ี
ิ
ี
ี
ื
ี
แนวทางเดยวกัน โดยในการจะพิพากษาคดส่วนแพ่งจะต้องถอเอาข้อเท็จจรงทปรากฏในคําพพากษาคดอาญา
ิ
่
่
ิ
็
ื
แต่ในการพพากษาส่วนแพ่งจะต้องเปนไปตามหลักในเรองความรบผิดทางแพ่ง โดยไม่ต้องคํานึงถึงว่าใน
ั
ิ
ิ
ู
ื
ื
คดอาญาผู้ต้องหาจะถกพพากษาลงโทษหรอพพากษาให้ปล่อยตัวไปแต่อย่างใดหรอไม่ บทบัญญัต มาตรา
ิ
ี
46 ของประมวลกฎหมายวิธพจารณาความอาญานั้น เปนการวางหลักไว้กว้างๆ ต่อมาจงได้มคําพพากษาศาล
ี
ึ
ิ
ี
็
ิ
ิ
ิ
ฎกาได้วางหลักเกณฑ์เพ่มเตมเกียวกับการบังคับใช้บทบัญญัติดังกล่าวไว้เป็นบรรทัดฐาน กล่าวคือ ต้องเป็น
่
ี
775

