Page 792 - รวมไฟล์วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1
P. 792
่
้
ี
ื
ิ
ั
่
ั
ี
ี
2. แนวความคิดและทฤษฎีทเกยวของกบการดําเนนคดีแพ่งเกยวเนองกบคดีอาญา
่
่
่
ี
ุ
ี
้
ี
ี
ความม่งหมายของกฎหมายแพ่งอยู่ทการชดใช้เยียวยาความเสยหาย ผู้เสยหายสามารถเรยกรอง
ี
ให้มการชดใช้เยียวยาเพอให้ได้รบการเยียวยาและกลับส่สภาพเดมก่อนทจะเกิดความเสยหายให้ได้มากทสด
ิ
ี
ู
่
ุ
ั
่
ี
ี
ื
่
็
็
ื
ิ
ิ
ี
การใดจะถอเปนละเมดนั้นไม่ได้อยู่ทว่ามบทกฎหมายกําหนดว่าอะไรเปนละเมดหรือไม่ หากแต่อยู่ที ่
่
ี
่
ี
ี
ี
หลักเกณฑ์ทว่าต้องมความเสยหายอันเปนผลจากการกระทําล่วงละเมดหรอมการกระทําโดยไม่มอํานาจทํา
ี
ิ
็
ี
ื
ี
ี
ั
ี
ี
ื
่
็
็
ึ
่
ได้เกิดข้น จงจะมการเรยกให้ผู้ก่อความเสยหายรบผิดชดใช้ได้ สําหรบคดอาญาเปนเรองทเปนความผิดต่อ
ั
ึ
ี
ื
ั
ี
สังคมกระทบกระเทอนต่อรฐ และความผิดอาญาจะมกฎหมายกําหนดไว้โดยชัดเจนว่า การกระทําใดเปน
็
ี
ความผิด แต่สําหรบโทษทางอาญานั้นเปนการปราบปรามให้เข็ดหลาบและปองปราม มให้มผู้กระทําเช่นนั้น
ิ
็
ั
้
ี
อก
ื
่
องค์ประกอบภายในในเรองของเจตนาในทางอาญาและแพ่งมความแตกต่างกัน ผู้กระทํา
ี
ิ
ละเมดไม่จําต้องถึงกับมีเจตนาทางอาญา กล่าวคือ แม้ผู้กระทําจะไม่ได้ประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลในการ
็
ี
่
ื
ิ
ื
กระทําความเสยหายให้แก่ผู้อน เพยงแต่การกระทํานั้นเปนการกระทําโดยจงใจหรอประมาทเลนเล่อทําให้
ี
่
ื
่
ั
่
็
ื
ผู้อนเปนอันตราย ผู้นั้นก็ต้องรบผิดเพอละเมิด ทั้งกรณีประมาทเลินเล่อในเรืองละเมิดนี้ มีความรับผิด
ื
ั
่
ี
ิ
เช่นเดยวกับการกระทําโดยจงใจในเรองละเมด แต่สําหรบการกระทําโดยประมาททางอาญานั้น กฎหมาย
ี
่
ี
่
อาญาจะบัญญัตไว้เฉพาะว่าการกระทําประมาทในเรองใดทจะเปนความผิดอาญาบ้าง โดยในกรณทเปนทาง
ิ
็
ื
็
่
ี
ิ
ี
็
่
ี
ความผิดอาญาและละเมดหรอเรยกว่าเปนคดแพ่งเกียวเนืองกับคดีอาญานั้น ผู้เสียหายจะฟ้องคดีอาญาและ
่
ื
ี
ฟองเรยกค่าสนใหม่ทดแทนเปนคดแพ่งไปพรอมพรอมกันก็ได้
็
้
ี
ิ
้
้
หลักการดําเนนคดแพ่งนั้นใช้ หลักความตกลง (Negotiation Principle) ซงเปนเรองสทธของ
ี
่
ื
ิ
ิ
ิ
็
ึ
่
ึ
่
เอกชนซงมต่อกันตามกฏหมายเอกชน ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดเรืองทฤษฎีการต่อรองหรือสัญญา ซึ่ง คู่
ี
่
ี
ี
ี
่
่
ี
็
ความสามารถทจะตกลงกันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคดนั้นจะอยู่ในขั้นตอนใดส่วนศาลก็จะทําหน้าทเปนเพยง ผู้ช้ ี
ั
ิ
ขาดตัดสนคดให้เปนไปตามส่งทค่ความนําเสนอและยังไม่ยอมรบกันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ โดยทั่วไปการ
ี
ู
ิ
็
ี
่
ิ
ิ
่
ู
ี
ิ
็
้
ดําเนนคดแพ่งจงเปนเรองของการต่อสระหว่างค่ความอย่างแท้จรง ส่วนศาลนั้นตามปกตก็จะวางเฉย และ
ื
ู
ึ
่
ิ
ุ
่
ื
้
คอยควบคมการต่อสคดของค่ความเพือให้เรองทพพาทกันนั้น เปนอันยุตและเกิดความเปนธรรมเท่านั้น
็
ี
ู
ู
็
ี
ิ
่
ู
ี
นอกจากนั้น ปรชญาของกฏหมายวิธพจารณาความแพ่งก็เน้นไปทการประนประนอม ค่ความในคดแพ่ง
่
ิ
ั
ี
ี
ี
็
ื
ื
ี
สามารถทําความตกลงให้เรองต่างๆ ได้เสมอ ไม่ว่าจะเปนการไกล่เกลย เจรจาต่อรอง หรอประนประนอม
ี
่
่
ี
ี
ยอมความกัน หากความตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายหรอศลธรรมอันดของประชาชน ค่ความตกลงกัน
ู
ื
ิ
ิ
อย่างไร ศาลก็ต้องปฏบัตไปตามนั้นส่วนการดําเนินคดีอาญาเป็นไปตามหลักการตรวจสอบ (examination
่
ุ
ี
ิ
่
ื
ี
ื
principle) กล่าวคอ องค์กรในกระบวนการยุตธรรมทกฝายมหน้าทต้องตรวจสอบความจรง ในเรองท ่ ี
่
ิ
ี
กล่าวหาและต้องตรวจสอบค้นหาความจรงโดยปราศจากข้อผูกมัดใดๆ ด้วยเหตน้ โดยทั่วไป การดําเนน
ิ
ุ
ิ
ู
่
ั
ื
คดอาญาจงเปนเรองระหว่างรฐกับผู้ถกกล่าวหา ส่วนศาลนั้น ตามปกติ ก็จะต้องดําเนินคดีอย่างกระตือรือร้น
ึ
็
ี
ิ
ิ
ิ
่
ด้วย เพราะศาลต้องค้นหาความจรงเพอให้ได้มาซงความจรงในคดและสามารถวินจฉัยตัดสนคดได้อย่าง
ิ
ี
ี
ื
ึ
่
ู
ถกต้อง
773

