Page 819 - รวมไฟล์วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1
P. 819
้
่
ขอหามการรบฟงพยานหลักฐานที่มีลักษณะสวนตัว
้
ั
ั
Prohibition of listening to evidence that has personal characteristics
ภัทรพล แย้มสวัสด์
ิ
1
2
ิ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรรภรมย์ โกมลารชน
ุ
บทคัดยอ
่
ิ
การรบฟงพยานหลักฐานนั้นจะมกฎเกณฑ์ในการรบฟงพยานหลักฐานตามทบัญญัตไว้ใน
ี
ั
ั
ี
่
ั
ั
ประมวลกฎหมายวิธพิจารณความอาญามาตรา 226 ซงบัญญัตว่า “พยานวัตถ พยานเอกสาร พยานบคคล ซง
ี
ิ
ุ
่
ึ
่
ุ
ึ
ี
็
ิ
่
ี
์
ื
ุ
น่าจะพิสจนได้ว่าจ าเลยมผิดหรอบรสทธ์ ิ ให้อ้างเปนพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเปนพยานหลักฐานทไม่ได้
็
ู
ิ
ี
เกิดจากแรงจงใจมค ามั่นสัญญาขู่เข็ญ หลอกลวงหรอมชอบด้วยประการอน” และให้สบตามประมวล
ื
่
ู
ื
ื
่
ื
ึ
กฎหมายน้หรอกฎหมายอนว่าด้วยการสบพยาน ซงมสาระส าคัญดังน้ ี
ี
่
ี
ื
ื
ั
ู
ุ
ิ
ุ
ิ
่
ี
ี
์
็
ื
พยานหลักฐานทกชนดทน่าจะพิสจนได้ว่าจ าเลยมผิดหรอบรสทธ์ ให้รบฟงเปนพยานหลักฐาน
ั
ิ
ิ
ี
็
ิ
ื่
ื
ได้ แต่ต้องมได้เกิดจากการจงใจ มค ามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรอโดยมชอบด้วยประการอน จะเหนได้
ู
ี
ิ
ิ
ุ
ั
ั
ว่ามาตรา 226 นั้นไม่เปดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดลพินจในการรบฟงพยานหลักกฐาน แต่ในขณะเดยวกันถ้าม ี
่
ี
ึ
ื
่
ั
่
ื
การฝาฝนหลักเกณฑ์ในการน าสบพยานหลักฐานทได้ก าหนดหลักเกณฑ์การห้ามรบฟงพยานหลักฐานไว้ซง
ั
่
ึ
ี
ิ
ี
เรยกว่า บทตัดพยานหลักฐาน ในมาตรา 226/1 ซงบัญญัตว่า ในกรณทความปรากฏแก่ศาลว่า พยานหลักฐาน
่
ี
ใดทเปนพยานหลักฐานทเกิดข้นโดยชอบแต่ได้มาเนองจากการกระท าโดยมชอบหรอเปนพยานหลักฐานท ี ่
็
ี่
่
ื
็
ี
่
ื
ึ
ิ
ิ
ั
ื
ได้มาโดยอาศัยข้อมลทเกิดข้นหรอได้มาโดยมชอบ ห้ามมให้ศาลรบฟงพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่การรบฟง
ั
ิ
่
ี
ู
ั
ั
ึ
ิ
์
พยานหลักฐานนั้นจะเปนประโยชนต่อการอ านวยความยุตธรรมมากกว่าผลเสยอันเกิดจากผลกระทบต่อ
็
ี
ิ
ี
ิ
ิ
ื
มาตรฐานของระบบงานยุตธรรมทางอาญา หรอสทธเสรภาพของประชาชน
ี
่
ี
ุ
แต่ในบางคร้ ังพยานหลักฐานบางอย่างแม้จะเกียวข้องกับคดก็ตาม แต่หากถ้ามการอนญาตให้น า
ี
้
หลักฐานเหล่าน้มาใช้ในการพิจารณาคดแล้วอาจจะส่งผลรายต่อผู้ถกกล่าวหา ดังนั้นแม้พยานหลักฐานเหล่าน้ ี
ู
ี
ั
็
ี
ื
ี
จะมประโยชนต่อการด าเนนคดแต่ก็ยังเปนปญหาอยู่ว่า สมควรจะน ามาใช้ในการพิจารณาคดหรอไม่ เพราะ
ิ
ี
์
์
่
ิ
้
ั
หากมการน าเข้าไปใช้ในการพิจารณาคดแล้วอาจส่งผลรายต่อการด าเนนคดมากกว่าประโยชนทจะได้รบ
ี
ี
ี
ี
ื่
ี่
ิ
การทกฎหมายอาญาเปนเรองของการค้นหาความจรงโดยการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อน าตัว
็
้
ี
ึ
็
ผู้กระท าความผิดมาลงโทษตามพันธกิจหลักของรฐทมหน้าทปองกันและปราบปรามอาชญากรรม ซงเปน
่
ี
่
ั
่
ี
3
ี่
หน้าทหลักของเจ้าพนักงานรฐตามประมวลกฎหมายวิธพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11) แต่จากการ
ี
ั
ิ
1 นักศกษาหลักสตรมหาบัณฑต สาขานตศาสตร คณะนตศาสตร ปรด พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรกิจบัณฑตย์
ี
ี
ิ
ุ
ิ
ิ
ู
์
์
ึ
ิ
ิ
ิ
2 ทปรกษาวิทยานพนธหลัก
ี่
ึ
์
3 ประมวลกฎหมายวิธพิจารณาความอาญา มาตรา 2(11).
ี
800

