Page 210 - Dictionary of Buddhism by Bhikkhu P. A. Payutto
P. 210

[287]                                       210                       พจนานุกรมพุทธศาสตร





                  จนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี — Iriyàpatha~: suitable posture)

                  Vism. 127; Vin.A.II.429; MA.II.911.                          วิสุทฺธิ.1/161; วินย.อ.1/524; ม.อ.3/570.
                                                1
               [287] สัปปุริสธรรม 7  (ธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมที่ทํ าใหเปนสัตบุรุษ, คุณสมบัติของ
                  คนดี, ธรรมของผูดี — Sappurisa-dhamma: qualities of a good man; virtues of a

                  gentleman)

                  1. ธัมมัญุตา (ความรูจักธรรม รูหลัก หรือ รูจักเหตุ คือ รูหลักความจริง รูหลักการ รูหลัก
                  เกณฑ รูกฎแหงธรรมดา รูกฎเกณฑแหงเหตุผล และรูหลักการที่จะทํ าใหเกิดผล เชน ภิกษุรูวา

                  หลักธรรมขอนั้นๆ  คืออะไร  มีอะไรบาง  พระมหากษัตริยทรงทราบวาหลักการปกครองตามราช
                  ประเพณีเปนอยางไร มีอะไรบาง รูวาจะตองกระทํ าเหตุอันนี้ๆ หรือกระทํ าตามหลักการขอนี้ๆ จึง

                  จะใหเกิดผลที่ตองการหรือบรรลุจุดหมายอันนั้นๆ เปนตน — Dhamma¤¤utà: knowing the
                  law; knowing the cause)

                  2. อัตถัญุตา (ความรูจักอรรถ รูความมุงหมาย หรือ รูจักผล คือ รูความหมาย รูความมุง
                  หมาย  รูประโยชนที่ประสงค  รูจักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทํ า  หรือความเปนไปตาม

                  หลัก เชน รูวาหลักธรรมหรือภาษิตขอนั้นๆ มีความหมายวาอยางไร หลักนั้นๆ มีความมุงหมาย
                  อยางไร กํ าหนดไวหรือพึงปฏิบัติเพื่อประสงคประโยชนอะไร การที่ตนกระทํ าอยูมีความมุงหมาย

                  อยางไร  เมื่อทํ าไปแลวจะบังเกิดผลอะไรบาง  ดังนี้เปนตน —  Attha¤¤utà:  knowing the
                  meaning; knowing the purpose; knowing the consequence)

                  3. อัตตัญุตา (ความรูจักตน คือ รูวา เรานั้น วาโดยฐานะ ภาวะ เพศ กํ าลัง ความรู ความ

                  สามารถ ความถนัด และคุณธรรม เปนตน บัดนี้ เทาไร อยางไร แลวประพฤติใหเหมาะสม และ
                  รูที่จะแกไขปรับปรุงตอไป — Atta¤¤utà: knowing oneself)

                  4. มัตตัญุตา (ความรูจักประมาณ  คือ  ความพอดี  เชน  ภิกษุรูจักประมาณในการรับและ
                  บริโภคปจจัยสี่  คฤหัสถรูจักประมาณในการใชจายโภคทรัพย  พระมหากษัตริยรูจักประมาณใน

                  การลงทัณฑอาชญาและในการเก็บภาษี เปนตน — Matta¤¤utà: moderation; knowing how
                  to be temperate; sense of proportion)

                  5. กาลัญุตา (ความรูจักกาล คือ รูกาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ควรหรือจะตองใชใน

                  การประกอบกิจ ทํ าหนาที่การงาน หรือปฏิบัติการตางๆ เชน ใหตรงเวลา ใหเปนเวลา ใหทันเวลา ให
                  พอเวลา ใหเหมาะเวลา เปนตน — Kàla¤¤utà: knowing the proper time; knowing how to
                  choose and keep time)

                  6. ปริสัญุตา (ความรูจักบริษัท คือ รูจักชุมชน และรูจักที่ประชุม รูกิริยาที่จะประพฤติตอชุมชน

                  นั้นๆ  วา  ชุมชนนี้เมื่อเขาไปหา  จะตองทํ ากิริยาอยางนี้  จะตองพูดอยางนี้  ชุมชนนี้ควรสงเคราะห
                  อยางนี้ เปนตน — Parisa¤¤utà: knowing the assembly; knowing the society)

                  7. ปุคคลัญุตา  หรือ  ปุคคลปโรปรัญุตา (ความรูจักบุคคล  คือ  ความแตกตางแหง

                  บุคคลวา โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เปนตน ใครๆ ยิ่งหรือหยอนอยางไร และรู
   205   206   207   208   209   210   211   212   213   214   215