Page 75 - ประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์
P. 75

63




                                 ่
                       เวลา ขณะทีแนวเรื่องเย้ยหยันจะมองว่า มนุษย์มิอาจเอาชนะชะตากรรมหรืออุปสรรคได้ ต้องตก
                                                                     ่
                             ่
                       เปนเหยือของสถานการณ์และเวลา ส าหรับแนวเรื่องคูหลังทั้งสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรมตาง
                                                                                                       ่
                         ็
                                                                          ่
                                             ่
                       มองว่า มนุษย์ยังมีโอกาสทีจะหลุดพ้นออกจากชะตากรรมได้ชัวคราว โดยแนวเรื่องสุขนาฏกรรมจบลง
                                                                                                       ่
                       ด้วยชัยชนะของมนุษย์เหนืออุปสรรค ขณะทีแนวเรื่องโศกนาฏกรรมจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แตจะ
                                                            ่
                                             ู
                       ชดเชยด้วยความตระหนักร้ถึงข้อจ ากัดของมนุษย์
                               ระดับการสร้างข้อถกเถยง (argument) หมายถึงการใช้หลักการอนุมานตามล าดับ
                                                    ี
                               ่
                       ขั้นตอนเชือมโยงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยแบ่งออกเปน 4 ประเภท ซึงจัดเปนคู่ตรงข้ามกัน
                                                                           ็
                                                                                             ็
                                                                                       ่
                           ่
                       สองคู ได้แก่ Formist กับ Contextualist และ Organicist กับ Mechanist ในหลักการอธบายคูแรก
                                                                                                      ่
                                                                                                 ิ
                       Formist จะมองว่า ปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษานั้นมีลักษณะเฉพาะตัวหรือพึงเข้าใจได้
                                                                    ื
                                                                    ่
                                                ็
                                                       ่
                       โดยตัวสิ่งนั้นเอง โดยไม่จ าเปนต้องเชือมโยงกับสิ่งอนนอกเหนือจากปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่ง
                       การศึกษา ส่วน Contextualist จะมองว่า การท าความเข้าใจปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษา
                                                                                               ่
                                                                                         ิ
                       ต้องเชือมโยงเข้ากับปรากฏการณ์อนหรือบริบทแวดล้อม ส่วนแนวการอธบายคูหลังจะมอง
                                                       ่
                                                       ื
                            ่
                                                                                    ่
                       ปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษาเปนเพียงส่วนย่อยของภาพใหญ โดย Organicist มองว่า
                                                         ็
                       ปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษาเปนส่วนหนึ่งขององคาพยพและด าเนินประสานกับ
                                                           ็
                                               ่
                                    ่
                                    ื
                       ปรากฏการณ์อน ๆ ขณะที Mechanist จะมองปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษาในฐานะ
                               ่
                                                       ่
                           ื
                                        ่
                        ั
                       ฟนเฟองทีด าเนินอยูภายใต้กฎเกณฑ์ทีตายตัว
                                                                                                   ่
                                                                                                ่
                               ระดับนัยยะทางอุดมการณ์ (ideological implication) เปนการให้คุณคาตอความ
                                                                                   ็
                       เปลี่ยนแปลงทางประวัตศาสตร์ผ่านจุดยืนทางอุดมการณ์ โดยพิจารณาถึงภาวะอันพึงปรารถนา
                                            ิ
                       (desirability) และจังหวะของการเปลี่ยนแปลงทีเหมาะสม (the optimum pace of change) นัยยะ
                                                               ่
                                                             ็
                       ทางอุดมการณ์นี้แบ่งออกเปน 4 แบบ ซึงจัดเปนคู่ตรงข้ามสองคู ได้แก่ Anarchist กับ Liberal และ
                                                                            ่
                                              ็
                                                        ่
                                                     ่
                       Radical กับ Conservative นัยยะคูแรกพิจารณาถึงภาวะอันพึงปรารถนา โดย Anarchist จะมอง
                                                                                ่
                                                 ่
                                           ็
                                                         ่
                       ว่า ภาวะอันพึงภาวะเปนสิ่งทีด ารงอยูในอดตอันไกลโพ้น ขณะที Liberal จะมองภาวะอันพึง
                                                              ี
                                           ่
                       ปรารถนาอยูในอนาคตทียังมองไม่เห็น ส่วนนัยยะคู่หลังจะพิจารณาถึงจังหวะของการเปลี่ยนแปลง
                                 ่
                       โดย Radical มองว่า ความเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วและถอนรากถอนโคนเปนความจ าเปน ขณะที     ่
                                                                                       ็
                                                                                                  ็
                       Conservative จะว่า ความเปลี่ยนแปลงควรด าเนินอย่างค่อยเปนค่อยไปตามธรรมชาต  ิ
                                                                            ็
                                                                                                  ิ
                               เมือใช้ทฤษฎีการสร้างค าอธบายทั้งสามระดับข้างต้นนี้วิเคราะห์พระประวัตของกรม
                                                        ิ
                                 ่
                                                                   ิ
                       หลวงชุมพรฯ ผู้วิจัยพบว่า เรื่องราวพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯฉบับทางการมีการ
                                                     ่
                                                                           ่
                       เปลี่ยนแปลงการสร้างความหมายตอตัวตนของพระองค์ในแตละช่วงเวลา โดยมีการเปลี่ยนแปลง
                                                                            ิ
                       โครงเรื่องจากสุขนาฏกรรม (Comedy) ในงานเขียนพระประวัตช่วงก่อนทศวรรษ 2490 ไปสูวีรคติ
                                                                                                     ่
   70   71   72   73   74   75   76   77   78   79   80