Page 57 - นาวิกศาสตร์ เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
P. 57
ิ
้
่
ี
ั
่
่
ุ
่
ฝายเสนาธการ” ของทางฝายทหารไดอยางชดเจนทสด เดิมอีกต่อไปได้ ที่ผ่านมาทุกสำานัก (รวมทั้งตัวของพระองค์
ุ
ี
แต่เพ่อความสมเหตุสมผล ผ้เขียนจาเป็นจะต้องขอ ด้วย) ต่างก็ม่งท่จะหาวิธีแก้ท่สภาพความทุกข์กายทุกข์ใจ
ื
ู
ี
ำ
ท้าวความเรื่องราวพระพุทธประวัติ ในช่วงของการตรัสรู้ ดังกล่าว อันเป็น “ผล” จึงไม่สามารถทาให้สภาวะเช่นน้น
ำ
ั
ี
้
ิ
ต่อจากในช่วงต้นของบทความ (ในตอนท่แล้ว) อีกสัก หมดไปโดยส้นเชิงได เท่ากับเป็นการ “หลงประเด็น
เล็กน้อย ดังนี้ :- - หลงทาง” (น่าจะในทำานองเดียวกันกับ เมื่อเรารู้สึกปวดหัว
ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการไป ดูหนัง – ฟังเพลง ซึ่งเป็นการ
ทุเลา “ผล” ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ”)
ี
ื
ตราบจนเม่อพระองค์ทรงเปล่ยนวิธ มาเป็นการ
ี
ิ
้
ิ
ั
ิ
ำ
บาเพญเพยรทางจต ดวยการเจรญสมาธภาวนา วปสสนา
็
ิ
ี
กรรมฐาน จนในท่สุด เม่อจิตเป็นสมาธ ปัญญาก็แหลมคม
ื
ี
ิ
ี
พระองค์ก็จึงสามารถ “ตีโจทย์แตก” ด้วยตรรกะท่ว่า :
ทุกสรรพส่งในโลกย่อมมีการ เกิด – ดับ สลับกันไป
ิ
ี
ี
ตามเหตุและปัจจัยท่เก่ยวข้อง เป็นธรรมดา (กฎของ
อิทัปปัจจยตา : ธรรมะท่กาหนดความเปนไปของโลก/
ี
ำ
็
ธรรมชาติ) ดังน้นการจะแก้ไข “การเกิด” ของความ
ั
ี
ทุกข์ท่ถูกต้องตรงไปตรงมาท่สุด ก็คือ “การดบ”
ี
ั
เจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าฟ้า รัชทายาทแห่งกรุงกบิลพัสดิ์ ทรงสละทิ้ง (หรือป้องกัน) ท่ตัว “ต้นเหตุ” ของการเกิดทุกข์เสียต้งแต ่
ั
ี
ราชบัลลังก์ วังสามฤดู และลูกเมีย แล้วปลงพระเกศา ครองผ้าเป็น ต้นมือนั่นเอง เมื่อ “เหตุดับ” ความทุกข์อันเป็น “ผล”
นักบวช ตระเวนไปทั่วแดน เพื่อแสวงหาคําตอบ ของวิธีการ ก็ย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้ (หรือพลอยดับตามไปด้วย)
“ดับทุกข์ โดยสิ้นเชิง”
ำ
ื
เม่อ “โจทย์” ถูกตีแตก “วิธีทา” อันเป็นตรรกะของ
การท่เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จหนีราชบัลลังก์และ กระบวนการคิดก็ล่นไหลโดยไม่สะดุด ในท่สุดพระองค ์
ี
ี
ื
วังสามฤดูไปถือบวชเป็นพระป่า ก็เพราะต้องการแสวงหา กสามารถคดคนหลกธรรมสงสด ทสามารถทาใหมนษย ์
ิ
้
ุ
ู
ุ
ำ
้
ั
่
็
ี
ุ
ำ
คาตอบ ของ “การดับทุกข์โดยส้นเชิง” เจ้าชายหน่ม พ้นจากความทุกข์อย่างส้นเชิงได น่นก็คือ หลักความ
ิ
ิ
ั
้
ี
แห่งศากยวงศ์ได้ใช้เวลาถึง ๖ ป ตระเวนรำ่าเรียนวิชา จริงอันประเสริฐ ๔ ประการ หรืออริยสัจ ๔ ที่ผู้เขียนได้
เพื่อค้นหาคำาตอบ ตามสำานักต่าง ๆ ที่เขาว่าแน่ทุกสำานัก สาธยายมาในช่วงต้นของบทความ (ตอนท่แล้ว) น่นเอง
ั
ี
่
ั
้
็
แตในทสดโรงเรยนเหลานนกไมสามารถ “ตอบโจทย” มีจุดสำาคัญในช่วงคืนวันวิสาขะบูชา ที่ผู้เขียนอยาก
่
ุ
ี
ี
่
่
์
้
ี
ของพระองค์ท่านได ณ จุดน ผ้เขียนขอบังอาจวิเคราะห์ว่า จะขอนาเสนอ ก่อนนาเข้าส่ข้นตอนของการเปรียบเทียบ
ู
้
ู
ำ
ั
ำ
ในช่วงน้นพระองค์ท่านยัง “ใหม่” และไม่มีประสบการณ ์ ก็คือ ตัวธรรมะข้อสุดท้ายของอริยสัจ ๔ ท่พระองค์ได ้
ั
ี
ื
เม่อเรียนมากจึงเกิดการสับสนจนหลงประเด็น หรือท่ทาง คิดค้นกาหนดข้นได้แก “มรรค” น้น (มรรค/มรรคา =
ี
ำ
่
ึ
ั
ฝ่ายทหารเรียกว่า “ตีปัญหาไม่แตก” ทางเดน/หนทางปฏบัตเพอการดบทกข) หากบุคคล
ั
ิ
์
ิ
ุ
ิ
่
ื
ุ
ความทกข (หรือทุขขังในภาษาบาลี) คือสภาวะ จะต้องการดับทุกข์โดยเด็ดขาด ส้นเชิง ก็จะต้องใช้การ
์
ิ
ท่เกิดกับทุกชีวิตในโลก เป็นธรรมดาตามกฎของ เจริญสมาธิ วิปัสสนากรรมฐานขั้นสูง (จนสำาเร็จอรหันต์)
ี
ธรรมชาต อันได้แก่กฎของ “ไตรลักษณ์” (อนิจจัง ซ่งก็คงจะเป็นการยากย่ง ท่สามัญชนคนธรรมดาท้งหลาย
ิ
ั
ิ
ี
ึ
ทุขขัง อนัตตา) “ทุขขัง” คือสภาพของความอึดอัด จะสามารถเข้าถึงได พระองค์คงจะท้อพระทัยพอสมควร
้
ร้อนรุ่ม ขัดสน ทุรนทุราย จนไม่สามารถทนอยู่ในสภาวะ จึงยังคงประทับน่งอย ณ ท่เดิม และนึกทบทวนใคร่ครวญ
ี
่
ู
ั
นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ 55

