Page 35 - ตำราเคมีอินทรีย์ [Jadsada Ratniyom]
P. 35
เคมีอินทรีย์ (Org. Chem.) 7
จะถูกวัดโดยค่า ไดโพลโมเมนต์ ซึ่งถูกนิยามว่ามีค่าเท่ากับ ค่าประจุ (charge separation, δ and δ )
–
+
คูณกับความยาวพันธะ (d)
= × d
dipole moment
ภาพที่ 1.4 พันธะมีขั้วของ C—Cl ในโมเลกุล chloromethane
ปรับปรงจาก: Wade, L. G. (2013). Organic Chemistry: Pearson Education, Inc, p. 10
ุ
แต่ในกรณีที่อะตอมชนิดเดียวกันสร้างพันธะกัน เช่น พันธะของ C—C จะพบว่าคาร์บอน
อะตอมทั้งสองอะตอมมีค่า EN เท่ากัน ดังนั้น จึงไม่สามารถกำหนด δ หรือ δ ได้ กรณีนี้จะถือเป็น
+
–
พันธะไม่มีขั้ว (nonpolar bond) แต่หากอะตอมต่างชนิดกันสร้างพันธะกันจะสามารถกำหนด partial
charge ได้ จึงสามารถแสดงทิศทางของสภาพขั้วได้ เช่น พันธะ C—O ที่ O อะตอมมีค่า EN สูงกว่า C
อะตอม ดังนั้น O อะตอม จึงถือ δ ส่วน C อะตอมจะถือ δ ทิศทางของลูกศรสภาพขั้วจะชี้ไปที่ O
–
+
อะตอม ดังแสดง
1.6 โครงสร้างของลิวอิส
(Lewis structure)
โครงสร้างลิวอิส เป็นตัวแทนของโครงสร้างของโมเลกุลที่จุดที่ใช้จุด (·) แทนนการแสดง
อิเล็กตรอนรอบ ๆ อะตอม และใช้เส้น (—) แสดงอิเล็กตรอนที่ใช้ในการเชื่อมพันธะ อย่างไรก็ตาม
โครงสร้างของลิวอิสไม่ได้บ่งบอกถงรูปร่างของโมเลกุล บอกเพียงว่าอะตอมใดเชื่อมพันธะกับอะตอมใด
ึ
ี
และมีเวเลนต์อิเล็กตรอนเท่าใดเป็นต้น เราจะยึดหลักการสำคัญ 3 ข้อ ในการเขียนโครงสร้างลิวอส
ดังนี้
1) เขียนเฉพาะเวเลนต์อิเล็กตรอนโดยใช้จุดแทนอิเล็กตรอน วางไว้รอบอะตอม
2) ธาตุในคาบที่ 2 ต้องมีเวเลนต์อิเล็กตรอนไมเกินแปดอิเล็กตรอน
3) ธาตุ H จะมีอิเล็กตรอนล้อมรอบแค่ 2 อิเล็กตรอนเท่านั้น

