Page 31 - ตำราเคมีอินทรีย์ [Jadsada Ratniyom]
P. 31
เคมีอินทรีย์ (Org. Chem.) 3
เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ความหนาแน่นของกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนจึงถูกวัดและแสดงออกมาในรูปของ
โอกาสที่จะพบอิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสจะมีรูปร่างเป็น 3 มิติที่แตกต่างกัน เช่น s-ออร์
บิทัล p-ออร์บิทัล และ d-ออร์บิทัล เป็นต้น ในระดับชั้นพลังงานหลักที่ 1 จะมี 1 subshell คือ 1s-
subshell และใน 1s-subshell นั้น มี 1s-ออร์บิทัล อยู่ (เลข 1 ที่อยู่ข้างหน้า s แสดงถึงระดับชั้น
พลังงานหลักที่ 1) ในระดับชั้นพลังงานหลักที่ 2 จะมี 2 subshell คือ 2s-subshell และ 2p-
subshell ใน 2s-subshell จะมี 2s-ออร์บิทัล อยู่ และใน 2p-subshell จะมี p-ออร์บิทัล อยู่ แต่
ละออร์บิทัลจะมีรูปร่างแตกต่างกัน
❑ s-ออร์บิทัล มีรูปร่างเป็นทรงกลม มีพลังงานต่ำที่สุดในระดับชั้นพลังงานหลักเดียวกัน เนื่องจาก
อยู่ใกล้กับนิวเคลียสที่มีความเป็นบวก และเวลาบรรจุอิเล็กตรอนจะต้องบรรจุใส่ใน s-ออร์บิทัล
ก่อน p-ออร์บิทัล ใน subshell เดียวกัน
❑ p-ออร์บิทัล มีรูปร่างเป็นดัมเบล มีพลังงานสูงกว่า s-ออร์บิทัล ใน subshell เดียวกัน เนื่องจาก
อิเล็กตรอนใน p-ออร์บิทัล อยู่ไกลจากนิวเคลียสมากกว่า s-ออร์บิทัล ในชั้น p-subshell จะมี p-
ออร์บิทัล อยู่ 3 ชนิด คือ px, py pz ซึ่งจะเรียกชื่อตามแนวแกนที่ p-ออร์บิทัล พาดวางตาม
แนวแกนสามมิติ รูปร่างของออร์บิทัลดังแสดงในภาพที่ 1.2
ภาพที่ 1.2 ระดับพลังงานหลัก ระดับพลังงานย่อย (subshell) และรูปร่างของออร์บิทัล
1.4 พันธะเคมี
พันธะเคมี คือ แรงยึดเหนี่ยวที่ทำให้อะตอมสองอะตอมหรือมากกว่านั้น เชื่อมต่อหรือเรียง
ั
ตัวต่อกันได้อย่างเสถียร แต่จะเกิดขึ้นระหว่างอะตอมของธาตุต่างชนิดกัน การเกิดการเชื่อมพนธะเคมี
ของอะตอมเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเสมอระหว่างอะตอมของธาตุต่างชนิดกัน เพราะเมื่อเกิดการ
เชื่อมพันธะแล้วสารจะมีพลังงานลดต่ำลง เพิ่มความเสถียรมากยิ่งขึ้น
ในปี ค.ศ. 1915 Lewis, G. N. เสนอทฤษฎีที่อะตอมอยู่ด้วยกันเป็นโมเลกุล ซึ่งมีใจความ
สำคัญว่า อะตอมสามารถถ่ายโอนหรือใช้อิเล็กตรอนร่วมกันได้ เพื่อทำให้อิเล็กตรอนในระดับชั้น

